วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทุกคนเปรียบดั่งดอกบัว



เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป
บัว ๔ เหล่า ได้แก่

๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาด เฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

AMAZON ความเล้นลับแห่งป่าดงดิบ


โลกเรานี้มีป่าดงดิบอยู่หลายแห่ง แต่ไม่มีป่าดงดิบใด จะกว้างใหญ่ไพศาล และคงความบริสุทธิ์ยิ่งไปกว่าป่า อเมซอน (Amazon) แห่งอเมริกาใต้ มีเรื่องราวหลายหลาก ที่ซ่อนเร้นอยู่ในป่าดิบแห่งนี้ ป่าอเมซอนกินเนื้อที่กว้างถึง 2 ใน 5 ของ อเมริกาใต้ ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของบราซิล ที่เหลือนั้นแผ่เข้าไปในอีก 8 ประเทศใกล้เคียง คิดเป็นเนื้อที่ป่าได้ราว 2.5 ล้านตารางไมล์ (6.4 ล้านตารางกิโลเมตร) ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ขนานกับเส้นศูนย์สูตร และสิ่งที่แบ่งป่า ออกเป็นตอนเหนือกับตอนใต้ ก็คือ แม่นํ้าอเมซอน ซึ่งมีต้นนํ้าอยู่ที่เทือกเขา แอนดีส (Andes) ของเปรู แล้วไหลจากตะวันตกไปตะวันออก เป็นระยะทางถึง 6,400 กิโลเมตร ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ที่น่าตื่นตะลึงก็คือ ขนาดปริมาตรของมันที่ไม่มีแม่นํ้าใดเทียมทัน ทั้งนี้เพราะมีแควที่ไหลลงมาสู่แม่นํ้านี้ถึง 1,100 สาย และความกว้างของแม่นํ้าอเมซอน ก็มีขนาดใหญ่มาก ประมาณว่าเหนือจากปากอ่าวขึ้นไปในทวีป 1,000 กว่ากิโล ก็ยังกว้างถึง 10 กิโลเมตร ส่วนความกว้างที่ปากอ่าวปาเข้าไป 320 กิโลเมตร!!

ดังนั้น ปริมาณนํ้าที่พุ่งลงสู่มหาสมุทรจึงมีปริมาตรมหาศาล ดันนํ้าเค็มให้ห่างจากฝั่งออกไปได้ถึงเกือบ 200 กิโลเมตร นอกจากนี้แม่นํ้าอเมซอนยังลึกมาก ว่ากันว่า เรือสินค้าสามารถแล่นทวนนํ้าเข้าไปในแผ่นดินบราซิลได้ไกลถึง 3,700 กิโลเมตร ด้วยเหตุนี้การคมนาคมทางนํ้าในดินแดนนี้จึงมีความสำคัญกว่าทางบกหลายเท่า

และแน่นอน ในแม่นํ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกนี้ก็มีปลาที่ดุร้ายที่สุดของโลกเช่นกัน ซึ่งเรารู้จักกันดีก็คือ ปลาปิรันยา (piranha) ซึ่งมันมีฟันที่คมกริบและกัดเก่ง ว่ากันว่าชาวประมงที่ตกมันได้ และปลดจากเบ็ดโยนไว้ที่ท้องเรือนั้น หลายคนมีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าเพียง 9 นิ้ว !! แต่ถ้าจำเป็นต้องลงไปอยู่ในนํ้า ชาวพื้นเมือง เค้าก็มีเทคนิคเฉพาะตัว ก็คือให้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อย่าลอยคอเล่น แล้วท่านจะพ้นภัยจากปิรันยา สัตว์ในวารีที่น่ากลัวอีกชนิดหนึ่งก็คือ ไคมาน (caiman) จระเข้ขนาดใหญ่ที่สุดของ อเมซอน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ดุเท่าใดนัก และตกเป็นเหยื่อของนักล่าที่ชำแหละหนังของมันไปขายได้ราคางาม จนจำนวนของมันร่อยหรอลง สัตว์ที่น่ากลัวอีกอย่างก็ อนาคอนดา (anaconda) งูยักษ์ มีผู้เคยพบอนาคอนดาที่ยาวถึง 13 เมตร ในป่าอเมซอนนี้


สัตว์บกที่อาศัยหากินอยู่ตามชายตลิ่งแม่นํ้า อเมซอนนั้นมีหลายชนิด อาทิ สมเสร็จ (tapir) หุ่นของมันคล้ายแรดผสมม้า หนังหนาถึง 2 นิ้ว ทำให้มันลอยตัวหากินพืชนํ้าตามตลิ่งได้สบาย คาปีบารา (capybara) สัตว์ประเภทหนู (rodent) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวขนาดเท่า หมูนั่นแหละครับ โตเต็มที่ยาวถึงเมตรกว่า และหนักเกือบ 80 กิโล ชอบอยู่เป็นฝูงราว 20 ตัว กินหญ้าและพืชนํ้าเป็นอาหาร หรือตัว พะยูน (manatee) ตัวอ้วนกลมไร้ขนดูน่าเกลียดน่าชัง แขนขาของมันเหมือนพายทำให้มุดนํ้าดำว่ายได้คล่องเช่นกัน มันมักชอบว่ายคลอไปข้างๆ เรือ จัดเป็นสัตว์ที่มีความเป็นมิตรที่สุดในโลก
อีกตัวหนึ่งซึ่งชอบนํ้า แต่หากินบนบก คือ ตัวกินมด (anteater) ที่อเมซอนนี่จัดเป็นตัวกินมดขนาดยักษ์ (giant anteater) มันจะขุดคุ้ยหามด และปลวกกินในพื้นที่สูงๆ กรงเล็บเท้าหน้าของมันยาวและทรงพลัง ทลายจอมปลวกได้อย่างง่ายดาย แล้วใช้งวงหรือจมูกอันแข็งแรงคุ้ยหาเหยื่อ ลิ้นอันเหนียวหนึบของมันยาวถึง 10 นิ้ว ทีนี้มาดูสัตว์ที่หากินบนบกจริงๆ บ้าง
อันที่จริงคำว่า "บก" สำหรับป่าอเมซอนนั้นคงใช้ไม่ได้ ด้วยเหตุที่ว่าพื้นที่แผ่นดินนี้เป็นแอ่งราบลุ่มชุ่มไปด้วยนํ้า อย่างที่บอกแล้วว่ามีแควหรือสาขาแม่นํ้าอยู่มากมาย ดังนั้นจึงเกิดนํ้าท่วมทุกปี หรือพูดอีกอย่างว่าท่วมเกือบตลอดปีก็ว่าได้ และพอนํ้าลงก็จะมีนํ้าขังอยู่เป็นหย่อมๆ ซึ่งชนบราซิลเรียกทะเลสาบนํ้าขังนี้ว่า "วาร์ซีอา (varzea)" แผ่นดินที่ชุ่มฉํ่านั้นมีผลต่ออุณหภูมิของป่า คือค่อนข้างคงที่อยู่ระหว่าง 20-32 เซลเซียส ไม่มีฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือฤดูใบไม้ผลิ มีก็แต่ฤดูเปียกกับแห้ง (wet and dry seasons) เมื่ออุณหภูมิคงที่ ต้นไม้จึงผลัดใบ แตกหน่อแตกตา ผลิดอกออกผล ตลอดเวลาทั้งปี เช่นว่า หลังฝนตกใหญ่ บางทีต้นไม้ก็ชูช่อดอกไสว ราวกับฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วนั้นเอง พอถึงตอนเที่ยงวันอันอบอ้าว เสียงนกกาเงียบหายไป ใบไม้หุบ กลีบดอกจะร่วงพรูลงดินเหมือนอยู่ในเหมันตฤดู และพอความมืดเข้ามาเยือน อากาศก็เย็นเยียบลงเฉียบพลันจวบจนอรุณรุ่งจึงจะมีความสดชื่นเข้ามาแทนที่อีกครั้ง ชีวิตในหนึ่งวันเป็นดังเหมือนผ่านฤดูกาลทั้งปี


สิ่งน่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของป่าอเมซอน ก็คือ ความมืด เนื่องจากต้นไม้นับล้านๆ ต้น พากันแก่งแย่งแสงแดด มันจึงเติบโตสูงชลูดสุดกู่ และแผ่กิ่งก้านสาขาราวกับมีร่มสีเขียวมหึมากาง อยู่บนยอด ส่วนลำต้นนั้นมีแต่ความเปลือยเปล่าไร้กิ่งก้าน แสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุลงไปถึง พื้นดินได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แลดูสลัวๆ ดุจอยู่ในโบสถ์ทึมๆ บางต้นไม้ใหญ่จะมีไม้เถาวัลย์ที่เรียกว่า ไลอานา (Liana) ขึ้นเกาะเกี่ยวพันอยู่ราวกับงูตัวยาวเลื้อยขึ้นไปหาแสง สว่างแล้วก็มีไม้พวกรากอากาศคือ อีพิไฟต์ (epi- phyte) เกาะเป็นกลุ่มอยู่บนยอดไม้ใหญ่ อะไรๆ ก็แย่งกันขึ้นไปหาแสงแดด ส่วนล่างนั้น โปร่งเหมือนบ้านใต้ถุนสูงที่มีแต่เสา ความคงที่ของอุณหภูมิยังทำให้สภาพป่าและพรรณไม้ดำรงอยู่ โดยไม่เปลี่ยนแปลงมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ป่าในยุโรปหรืออเมริกาเหนือนั้นอายุแค่ราว 11,000 ปี แต่ป่าดงดิบอเมซอนมีมากกว่า 100 ล้านปีแล้ว!! เป็นป่าเดียวที่หลงเหลืออยู่ให้ใครๆ ได้สัมผัสถึงอดีตอันไกลโพ้น และด้วยอายุอันยาวนาน จึงมีสรรพสิ่งถือกำเนิดและวิวัฒนาการมากมายหลาย หลากยิ่งกว่าป่าใดในโลก ยกตัวอย่างเช่น ปลาหลายชนิดเคยเป็นปลาทะเลที่เปลี่ยนมาอยู่ในนํ้าจืด รวมแล้วในแม่นํ้าเครืออเมซอนมีปลาถึงกว่า 3,000 สกุล (species) เทียบกับแม่นํ้ายุโรปที่มีเพียงแค่ 150 สกุล
แต่น่าประหลาดที่สัตว์ใหญ่บนบกกลับหาดูได้ยาก จากความที่พื้นดินไร้แสงแดด จึงมีพืชน้อย สัตว์กินพืชจึงน้อย สัตว์กินเนื้อ (ซึ่งกินสัตว์กินพืช) ก็เลยน้อยไปด้วย สัตว์ต่างๆ ที่ดำรงชีพในป่าอเมซอนได้นั้นเป็นเพราะมีการปรับตัว ให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมของป่า หลายชนิดปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนยอดไม้สูง หลายชนิดหัดว่ายนํ้าเพื่ออาศัยอยู่ริมตลิ่งอันอุดมด้วยพืชผัก เจ้าลิงขนปุย (woolly monkey) ตัวจิ๋ว ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนยอดไม้ มันจะใช้ หางเกี่ยวโยนตัวจากกิ่งนี้ไปกิ่งโน้นอย่างรวดเร็ว หางของมันก็คือ แขนขาที่ 5 นั่นเอง ด้านล่างของหางปราศจากขน และเป็นหนังที่มีลักษณะเดียวกับหนังฝ่ามือฝ่าเท้า ส่วนเจ้า สล็อธ (sloth) ผู้เชื่องช้า มี 2 ชนิดคือ มี 2 นิ้วกับ 3 นิ้ว มันจะห้อยตัวนิ่งไม่ เคลื่อนไหว แขวนอยู่กับกิ่งไม้ต้นเดียวเป็นปีๆ อาศัยเพียงแค่กรงนิ้วอันทรงพลังจับยึดกิ่ง จนมันเดินไม่เป็น นานนักหนากว่ามันจะลงดินมาสักครั้ง ซึ่งมันต้องคลานไปด้วยท้อง เห็นมันนิ่งๆ อย่างนั้นแต่ปลอดภัยจากศัตรู เพราะพวกตะไคร่เขียวๆ จะเกาะติดขนและอำพรางตัวของมันไว้ อีกทั้งการห้อยอยู่ใต้กิ่งไม้ก็ทำให้เสือที่ไต่กิ่งมาขยํ้ามัน ต้องหกคะเมนตีลังการ่วงลงมา

ความจริงอเมซอนมีทุ่งราบสูงอยู่หย่อมหนึ่งที่ชื่อ ซาวานนาห์ (savannah) สัตว์ที่อาศัยอยู่ได้ก็มีเสือภูเขาปูม่า (puma) กับเหยื่อของมันคือกวาง นอกจากกวางแล้วเจ้าปูม่ายังจับลิงกับนกกินเป็นภักษาหารด้วย มันกระโจนหนเดียวได้ไกลถึง 7 เมตร และโดดได้สูงถึง 5 เมตร อย่างง่ายดาย มันไม่ค่อยได้ไต่ต้นไม้ ต่างจากเสือจากัวร์ ซึ่งเป็นนักกินเนื้อพวกเดียวกับมัน ส่วนเจ้ากวางมักซ่อนตัวเงียบกริบอยู่ในดงไม้ทึบๆ เกือบทั้งวัน พอความมืดย่างกรายเข้ามา มันจึงจะออกหากินเลาะไปตามริมตลิ่งเคี้ยวหญ้าและวัชพืชยังชีพอย่างระแวดระวัง

ก้อนเมฆไม่เคยตาย


ก่อนที่พระพุทธองค์จะปรินิพพานไป พระพุทธองค์ได้สอนบทคาถาที่สวยงามที่มีชื่อเป็นภาษาบาลีของเถรวาท ในพระสูตรมหาปรินิพพานว่า

"สังขารเป็นอนิจจัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นอนิจจังเป็นปรากฏการณ์ที่จะต้องผ่านการเกิดและการตายเมื่อธารแห่งการเกิดและการตายนั้นจบสิ้นลงนิพพานก็กลายเป็นแหล่งแห่งความสุข"
เมื่อความคิดเห็นเรื่องการเกิดและการดับได้ถูกถอดถอนออกไป การดับสิ้นซึ่งความคิดเห็นนั้นเราเรียกว่า ความสุข เราอาจแบ่งบทคาถานี้ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนต้นคือสองประโยคแรกซึ่งหมายถึง ภาวะที่ยังมีการเกิดการดับ สองประโยคสุดท้ายคือเป็นความจริงอันสูงสุด หรือปรมัตถ์ธรรม สองประโยคแรกนี้พูดถึงความเป็นจริงเปรียบเทียบ หมายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ สรรพสิ่งต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมานั้นเป็นอนิจจัง เพราะทั้งหมดจะต้องผ่านการเกิดการตาย เวียนว่ายอยู่ในนั้น เป็นประโยคที่พูดอยู่ในโลกธรรม ส่วนสองประโยคสุดท้ายพูดถึงความเป็นจริงอันสูงสุด หรือปรมัตถ์ธรรมเมื่อเราได้ถอดถอนความคิดเห็นเรื่องของการเกิดการดับ เราก็จะพบความสุขที่แท้จริง เพราะว่าการเกิดการดับเป็นเพียงความคิดเห็น ไม่ใช่ความเป็นจริง เมื่อเราฝึกอย่างลึกซึ้ง เราจะมองเห็นว่าภาพข้างนอกเหมือนกับมีการเกิดการตายอยู่ แต่เมื่อมองอย่างลึกซึ้งเธอจะเห็นว่า ไม่มีการเกิด-การตาย ไม่มีการเกิด-การดับเมื่อเรามองไปที่เมฆบนท้องฟ้า เราจะเห็นว่าเมฆไม่เคยตาย เมฆไม่เคยดับไป เมฆนั้นไม่เคยตายไปจากความไม่มีอะไรไปเป็นสิ่งที่มีอะไร แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เมฆนั้นจะเกิดขึ้นมา เพราะว่ามีการเกิดขึ้นนั้นหมายถึง จากที่ไม่มีอะไร เธอได้เกิดเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง จากที่ไม่เคยเป็นใคร เธอเกิดขึ้นมาเป็นใครคนหนึ่ง เมฆไม่เคยเป็นแบบนั้น ก่อนที่จะเกิดขึ้นมาเป็นเมฆ เมฆได้เป็นอะไรสักอย่างมาก่อนแล้ว เช่น เป็นมหาสมุทร เป็นไอร้อนที่สร้างขึ้นจากพระอาทิตย์ ฉะนั้นเมฆไม่ได้มาจากสิ่งที่ไม่มีอะไรแล้วกลายมาเป็นเมฆ ธรรมชาติของเมฆจึงเป็นธรรมชาติของการไร้การเกิดไร้การตายธรรมบรรยายโดยท่านติช นัท ฮันห์

8 วิธีให้คุณหันมาดื่มน้ำง่ายขึ้น



ปกติเราส่วน ใหญ่ก็ทราบก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดี แต่หลายคนก็ไม่เคยชิน และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันไม่ได้สักที เราเลยมีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้ง่ายขึ้น มาฝากกันค่ะ

1. ดื่มน้ำให้เหมือนเป็นกิจวัตร พยายามดื่มน้ำทุกเช้าหลังตื่น นอนให้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะการดื่มน้ำตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากดื่มน้ำมากไปตลอดทั้ง วัน ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

2. บีบน้ำมะนาวใส่นิดๆ หากคุณรู้สึกแปลกๆ กับรสชาติที่จืดชืดของน้ำเปล่า ขอแนะนำให้คุณหามะนาวมาบีบลงไปในน้ำเปล่าซักเล็กน้อยก่อนดื่ม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำ

3. ทำให้มันใสอยู่เสมอ หมั่นตรวจดูปัสสาวะของคุณหลังเสร็จธุระ เพื่อให้มั่นใจว่ามันยังใสอยู่เสมอ เพราะความใสนั้นเหมือนเป็นดัชนีวัดว่า ร่างกายของคุณได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แต่เมื่อไรก็ตามที่ปัสสาวะของคุณมีสีเหลืองเข้ม นั่นหมายความว่าร่างกายของคุณกำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ

4. ถ้าร้อนนักก็ดื่มซะ เมื่อคุณ กำลังอยู่ในอารมณ์ที่เดือดดาล ขอแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น เพราะบางครั้งการเลือกเครื่องดื่มก็เป็นเรื่องของจิตวิทยา การที่คุณได้ถือเครื่องดื่มอุ่นๆ สักแก้วไว้ที่มือ อาจช่วยให้คุณลดอารมณ์เดือดดาลลงได้มากกว่าเครื่องดื่มปกติ ยิ่งกว่านั้น ในกาแฟและน้ำชายังมีสารคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเพิ่มอัตราการกำจัดน้ำออกจากร่างกายของคุณ ในรูปของปัสสาวะ

5. ดื่มน้ำเมื่อคุณถูกความตะกละจู่โจม บางครั้งความรู้สึกหิวของคนเราก็เป็นความกระหายแบบหลอกๆ หรือแค่รู้สึกตะกละเท่านั้น ดังนั้นคุณสามารถแก้อาการนี้ได้ด้วยการหาน้ำดื่มซัก 1- 2 แก้ว เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนได้กินอะไรรองท้อง

6. เริ่มปฏิบัติจากขั้นตอนง่ายๆ อย่าคาดหวังว่าคุณจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำได้ จากหน้ามือเป็นหลังมือ คือจากคนที่ไม่ดื่มน้ำเลยมาดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่คุณควรเริ่มจากการดื่มน้ำ 1 แก้วในตอนเช้าของวัน ตามด้วยการดื่มน้ำอีก 1 แก้วก่อนนอนจนเป็นนิสัย จากนั้นค่อยๆเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำระหว่างวันให้มากขึ้น

7. ถูกและถูก อย่าลืมว่า น้ำดื่มตามภัตตาคารนั้นมีให้บริการฟรีแบบไม่อั้น

8. หมั่นหาแก้วน้ำที่มีน้ำเต็มแก้ว 1 ใบมาวางไว้ข้างตัวคุณเสมอ ขณะคุณกำลังทำงาน เพราะมันจะทำให้คุณสะดวกต่อการหยิบขึ้นมาจิบไปเรื่อยๆ ขณะทำงานโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องสุมหัวคิดงานกับเพื่อนๆ หรือเป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาหากคุณไม่ต้องการให้มือของคุณอยู่ว่าง

เห็นไหมคะว่า การดื่มน้ำไม่ยากอย่างที่คุณคิดและน้ำมีประโยชน์มากๆ ในชีวิตประจำวัน อย่าลืมนะคะ หันมาใส่ใจสุขภาพก่อนที่จะสายเกินแก้ เพียงแค่พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วเท่านั้นค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สำนักบริการวิชาการมหาวิทยาลัยบูรพา

● 10 วิธีแก้ง่วงตอนกลางวัน ●



เกือบจะทุกคนมีอาการง่วงตอนกลางวันจนเป็นเรื่อง ธรรมดาเหมือนเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิต
ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ธรรมดาอย่างเราที่จะง่วงกันได้ แต่มีบางคนที่ความง่วงนั้นเกินกว่าที่จะควบคุมได้ ทำให้ การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก หรือไม่ก็หันไปพึ่งกาแฟกันไป อาการง่วงอย่างผิดธรรมดาเป็นอาการที่เราเรียกว่า hypersomnia ซึ่งทำให้เราง่วงและสามารถหลับได้ง่ายๆ ในทุกที่เลยทีเดียว
ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าปัญหาการง่วงนอนตอนกลางวันเกินขีดจำกัดมักจะเกิด จากตอนกลางคืน โดยส่วนมากจะเป็นการนอน ไม่พอหรือการนอนตอนกลางคืนถูกรบกวน ทำให้คุณหลับได้ยากหรือหลับๆ ตื่นๆ เมื่อคุณไม่สามารถนอนหลับเป็นปกติได้ใน ตอนกลางคืน ก็จะทำให้คุณเป็นโรคนอนหลับยากจนฬฒนาไปถึงอาการง่วงนอนตอนกลางวัน เป็นผลกระทบทั้งด้านการทำงานและด้านจิตใจพฤติกรรมหลับยากนี้เองเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับการง่วงนอน ตอนกลางวัน ก่อนที่คุณจะไปหายานอนหลับมากินเพื่อให้หลับง่ายขึ้น หรือหันไปพึ่งกาแฟอย่างบ้าคลั่งในตอนกลางวัน เรามี 10 วิธีในการแก้ปัญหานี้ซึ่งจะช่วยคุณได้
1. นอนหลับให้เพียงพอ
แน่นอนว่าคำแนะนำข้อแรกมักเป็นสิ่งที่ เห็นได้ชัดอยู่แล้วนี่นา แต่ทว่าพวกเราในสังคมเมืองจำนวนมากไม่ได้ใช้เวลาในการ นอนอย่างมีคุณภาพ ในผู้ใหญ่ทั่วไปควรจะนอนเป็นจำนวน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่วัยรุ่นควรมีเวลานอนเพียงพอถึง 9 ชั่วโมง เลยทีเดียว ดังนั้นคุณควรเริ่มต้นพัฒนาการนอนหลับในกลางคืนอย่างจริงจังให้สามารถนอนได้ ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งคุณ สามารถใช้การออกกำลังกายในตอนเช้า หรือตอนเย็นเข้ามาช่วย และดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอนจะสามารถช่วยคุณให้หลับสบายขึ้น อีกทั้งคุณไม่ควรอ่านหนังสือ หรือดูทีวีรับข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดอาการเครียด ตื่นเต้น หรือขุ่นมัว คุณควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายที่สุดเพื่อทำให้สามารถหลับได้ง่ายขึ้น
2. เอาสิ่งรบกวนการนอนไปให้พ้นห้องนอนซะที
มีคำกล่าวไว้ว่าเตียงนอนมีไว้สำหรับนอน และมี sex ซึ่งเป็นเรื่องจริง คุณไม่ควรจะอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเล่นวีดีโอเกมส์บนเตียงนอน หรือแม้แต่ใช้คอมพิวเตอร์บนเตียง เริ่มต้นสร้างวินัยในห้องนอนตอนนี้จะทำให้การพัฒนาการนอนของคุณเป็นไปได้ดี การได้ รับข้อมูลข่าวสารจากทีวี หรือการอ่านหนังสือ หรือแม้แต่เล่นวีดีโอเกมส์จะทำให้สภาวะทางอารมณ์ของคุณไม่พร้อมที่จะผ่อน คลาย ทำให้หลับได้ยาก
3. ตั้งเวลาตื่นที่แน่นอนเป็นประจำทุกวัน
คนส่วนมากที่มีปัญหาในการนอนหลับมักจะได้รับคำแนะนำให้เข้านอน และตื่นเป็นประจำทุกวันเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว รวมทั้ง การนอนและตื่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นกัน การตั้งเวลานอนและตื่นก็ยังเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชีวิตคนเมือง ที่มีความเร่งรีบ มีงานด่วน มีงานล่วงเวลา มีรถติด และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตามหากคุณพยายามจัดเวลานอนที่ชัดเจน และหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขปัญหาที่จะทำให้ตารางเวลาการนอนของคุณ บกพร่องก็จะเป็นการดีสำหรับตัวคุณอย่างยิ่ง หากคุณสามารถนอนและตื่นเป็นประจำทุกวันได้สองถึงสามอาทิตย์ติดต่อกัน ร่างกายคุณจะปรับตัวเป็นความเคยชินเกิดขึ้น ทำให้การเข้านอนและตื่นนอนกลายเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลานอนคุณจะง่วงทันที และเวลาตื่นก็ไม่จำเป็นต้องมีนาฬิกาปลุกอีกด้วย เพราะเมื่อคุณทำเป็นประจำแล้วร่างกายของคุณจะจำเวลาตื่นได้เองโดยอัตโนมัติ
4. ค่อยๆ ขยับเวลานอนให้ไวขึ้น
อีกวิธีนึงที่จะช่วยคุณได้คือลองพยายามเข้านอนให้ไวขึ้นอย่างน้อย 15 นาที และขยับให้ไวขึ้นแบบนี้ทุกๆ วันเป็นเวลาสี่วันจากนั้น ให้นอนเวลานั้นติดต่อกันไปอีกสองถึงสามอาทิตย์ตามข้อที่ 3 จะทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น การทำแบบนี้จะเป็นการฝึกร่างกายให้ นอนได้ดีกว่าการพยายามนอนให้หลับในทันที หรือพยายามนอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในคราวเดียว
5. ตั้งเวลาการกินอาหารที่แน่นอนทุกวัน
การกินอาหารประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนก็ตามคุณควรมีเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้ร่างกายปรับตัวในการ ย่อยอย่างเป็นระบบระเบียบ และเป็นเวลาซึ่งจะมีผลกระทบต่อการนอนตอนกลางคืนของคุณ นอกจากนี้คุณไม่ควรรับประทานอาหารหนักๆ ก่อนนอนโดยเด็ด ขาดเพราะจะทำให้ระบบในร่างกายทำงานหนักมาก และนอนไม่หลับกระสับกระส่าย คุณไม่ควรได้้รับอาหารหนักก่อนเข้านอน สองถึงสามชั่วโมง
ในแต่ละมื้ออาหาร คุณควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และดีต่อสุขภาพการทานอาหารเป็นมื้อๆ เป็นเรื่องเป็นราว ดีกว่าการกิน junk food แบบลวกๆ หรือกินแซนวิชสองสามแผ่นกับกาแฟอย่างแน่นอน เวลาที่คุณกินอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของ ร่างกายจะทำให้เกิดอาการโหย ซึ่งจะทำให้คุณกินจุกกินจิกโดยไม่รู้ตัว และอาจน้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นก็จะมีปัญหาการนอนตามมาด้วย
6. อย่าพึ่งเข้านอนถ้ายังไม่ง่วง
คุณควรจะเข้านอนเวลาที่รู้สึกเหนื่อยและง่วงพร้อมที่จะนอนไม่อย่างนั้นคุณจะ ไม่สามารถนอนหลับได้ง่ายๆ ทำให้เป็นการสร้าง นิสัยเสียในการนอนขึ้นมา ความเคยชินจากการนอนไม่หลับบนเตียงจะทำให้ร่างกายไม่รู้สึกว่า ฉันต้องนอนแล้วนะ ซึ่งเป็นส่วน หนึ่งของการฝึกนิสัยเสียให้กับตัวคุณ หากคุณนำข้อนี้ไปใช้ร่วมกับการตั้งเวลานอนที่ชัดเจน และออกกำลังกายเป็นประจำการเข้านอนตอนกลางคืนของคุณจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นทำ ให้สามารถทำข้อ 6 นี้ได้ง่าย อย่าฝึกเข้านอนทั้งๆ ที่ยังตื่นเต็มที่เพราะจะบ่มเพาะ นิสัยหลับยากให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
7. อย่านอนตอนกลางวัน
การนอนตอนกลางวันจะเป็นอุปสรรคในการนอนตอนกลางคืนอย่างแน่นอน คุณควรจะฝืนทนไม่ยอมนอนตอนกลางวันแล้วเก็บมา นอนตอนกลางคืน ซึ่งเป็นการฝึกระเบียบวินัยการนอนที่ดี
8. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากปัญหาการหลับยากและการง่วงนอนตอนกลางวันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของคุณ คุณควรไปปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณยังง่วงนอนตอนกลางวันอย่างมากแม้ว่าจะนอนพอแล้วในตอนกลางคืน คุณอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคบางอย่างมะเร็งในสมองก็สามารถทำให้เกิดอาการง่วง นอนตลอดเวลาได้เช่นกัน หรือคุณอาจจะเป็นโรคนอนไม่หลับอย่างรุนแรงก็เป็นได้ หรือคุณอาจมีอาการเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอก็เป็นไปได้ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจังเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง ซึ่งจะช่วยให้คุณรับรู้ปัญหาที่แท้จริง แนวทางแก้ไขหรือวิธีรักษาต่อไปนั่นเอง

รักแท้ต้องขอจากพ่อแม่



“ห้ามชิงสุกก่อนห่าม”
“รักแท้ต้อง อิงผู้ใหญ่”
“เข้าตามตรอก...ออกตามประตู”

ที่กล่าวมานั้น เป็นสุภาษิตสอนหญิงที่สอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว สอนให้ผู้ชาย
รู้จัก ให้เกียรติสตรีและเห็นคุณค่าของค่าน้ำนมของแม่ฝ่ายผู้หญิง นอกจากนี้ยังเป็น
การ ป้องกันไม่ให้ผู้หญิงต้องทนทุกข์จากความรักอันจอมปลอมเพราะถ้าฝ่ายชายมี
ความ รักแท้จริงแล้วจะต้องรวบรวมความกล้าเข้าไปพบกับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เพื่อขอ
อนุญาต ในการคบลูกสาวบ้านนี้ในฐานะคนรักจากผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง

แม่ชี ทศพร กล่าวว่าเดี๋ยวนี้พอเด็กๆ โตเป็นวัยรุ่นก็เริ่มมีความรัก สนอกสนใจเพศ
ตรงข้าม มีแฟนก็อยากจะอยู่ใกล้ชิดซึ่งกันและกัน บางคนก็ชิงสุกก่อนห่าม มีความ
สัมพันธ์กันระหว่างที่ยังเรียนหนังสืออยู่ โดยที่พ่อแม่ไม่รู้เรื่อง ซึ่งสุภาษิตโบราณแบบ
นี้กลายเป็นคำสอนที่ใช้ ไม่ได้แล้ว

หัวอกของผู้เป็นพ่อแม่ย่อมรักและห่วงใยลูกเป็นธรรมดา กว่าแม่จะเลี้ยงดูลูกสาว
ให้เติบโตเป็นกุลสตรีที่มีคุณสมบัติของผู้หญิง ที่ดี เพียบพร้อมไปด้วยปัญญา มีมารยาท
จิตใจโอบอ้อมอารี อ่อนโยน รู้จักคิด มีความเข้มแข็ง สามารถเอาตัวรอดและเลี้ยงดู
ตนเองได้ในสังคม ยุคนี้ นับเป็นเรื่องที่ยากเอาการ ดังนั้นบ้านใดมีลูกสาว ผู้เป็นพ่อแม่
ก็ยิ่งห่วงใยมากเป็นพิเศษ เพราะลูกสาวได้แต่งงานออกเรือนได้สามีที่ดีรักทะนุถนอม
เป็นที่พึ่งพาได้ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็จะสบายใจคลายความทุกข์

สุภาษิตคำ ว่า “ห้ามชิงสุกก่อนห่าม” จึงเป็นการบอกว่าหากยังไม่ถึงวัยที่สมควรจะ
ออกเรือนหรือยังไม่มีวุฒิ ภาวะในการรับผิดชอบชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวได้ก็ยังไม่สมควร
ที่จะแต่งงาน เพราะสังคมไทยแตกต่างไปจากสังคมตะวันตก ที่แม้ลูก ๆจะเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ แล้วแต่สำหรับในสายตาของพ่อแม่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่เสมอ และลูก
ก็ เปรียบเสมือนคนในปกครองของผู้เป็นพ่อแม่ นั่นหมายถึงลูกสาวแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่
แต่ถ้าพ่อแม่ยังอยู่และเป็นห่วงใย อาทรต่อชีวิตความเป็นอยู่ของลูกก็แสดงว่า “หญิง
สาวคนนี้ก็ยังเป็นลูกของ พ่อแม่บ้านนี้”
การชิงสุกก่อนห่ามโดยไม่บอกกล่าวพ่อแม่นอกจากจะเป็น เรื่องที่ทำร้ายจิตใจของพ่อแม่แล้วในขณะเดียวกันก็เป็นการผิดศีลข้อที่ ๓ ด้วย เพราะเป็นการพรากลูกสาวหรือมีเพศ สัมพันธ์กับลูกสาวในปกครองของคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตนั่นเอง

แม่ ชีทศพร กล่าวว่า “ไม่ได้ห้ามคน ๒ คนไม่ให้รักกัน โยมมีความรักน่ะไม่ได้ผิดหรอก
เรียกว่าคน ๒ คนไปรักกันยังไม่ผิดศีลข้อที่ ๓ แต่จะผิดศีลข้อที่ ๓ ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ของ
ฝ่าย หญิงไม่พร้อมที่จะยกลูกสาวให้ไปแต่งงาน ถ้าพ่อแม่ไม่พร้อมให้ แล้วลูกสาวไป
ชิง สุกก่อนห่ามไปแต่งงานถึงเรียกว่าผิดศีลข้อที่ ๓

ความไม่พร้อมของทั้ง ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายที่จะแต่งงาน มันนำมาซึ่งปัญหาหลาย ๆ
เรื่องทั้งทาง โลก ทางธรรมและกรรม สมมติว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงอนุญาตให้แต่งงานเนื่อง
จาก ความไม่พร้อมในทางการเงินก็เริ่มก่อให้เกิดปัญหาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว

พอจะแต่งงานฝ่ายลูกเขยก็ไม่พร้อม ก็ต้องไปหายืมเงินมาจากคนอื่นเพื่อจะได้มี
เงินจัดงานแต่งงาน
 โดยยืมเงินมาเป็นแสนบาทเพื่อมาเป็นเงินสินสอดทองหมั้นให้
แม่ยายจะได้ ไม่อายคนอื่น พอแต่งงานเสร็จฝ่ายลูกเขยก็เอาเงินคืนจากแม่ฝ่ายหญิง
แล้ว รับเอาตัวเจ้าสาวไป ทีนี้ลูกสาวของเราก็ต้องไปเป็นคนของเขาทั้งชีวิต หรือบางที
แม่ฝ่ายหญิงไม่อยากจะเห็นลูกสาวตนเองไปลำบากก็คืนเงินที่เป็น เงินสินสอดที่ทาง
ฝ่ายลูกเขยมอบให้ตนเองเอาคืนให้กับลูกสาว

แม่ ชีทศพร บอกว่า ผู้เป็นแม่เจ้าสาวห้ามคืนเงินคืนให้กลับลูกเขย เพราะเงินสินสอดก้อนนี้คืนเงินค่าน้ำนมของแม่เจ้าสาวที่แม่เจ้าสาวจะต้อง เก็บเอาไว้ ถ้าไม่เก็บ ก็ผิดศีลข้อ 3 มันจะส่งผลให้ครอบครัวของลูกสาวเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่มีความรุ่งเรือง ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเพราะการเอาเงินคืนไปให้ลูกเขยก็เหมือนกับทำพิธีกรรม หลอกๆ หลอกผีปู่ย่าตายาย หลอกว่าจะมาขอลูกสาวแต่งงาน วันแรกของการแต่งงานก็เริ่มต้นด้วยความหลอกลวง แล้วชีวิตของคู่สมรสใหม่จะเป็นมงคลได้อย่างไร เพราะหลอกทุกๆคนที่มาร่วมงานตั้งแต่วันที่เป็นมงคลแล้ว ถ้าแม่รักลูกสาวก็จะต้องไม่คืนเงินสินสอด จำเอา ไว้ว่าอย่าทำให้เรื่องนี้เป็นเพียงพิธีกรรมหลอก ถ้าฝ่ายเจ้าบ่าวมีเงินเท่าไรก็ขอให้ทำเท่านั้น เจ้าบ่าวมีเงินเพียง 500 ก็ให้ 500 บาททำอย่างนี้จะดีกว่า ขอให้มีความซื่อสัตย์กับครอบครัวฝ่ายหญิงและตนเอง

ที่สำคัญอีกอย่าง หนึ่งในวันแต่งงาน ฝ่ายเจ้าสาวจะชอบยืมของมาใช้ในวันแต่งงานเช่น
ยืม รองเท้า ยืมชุดแต่งงาน เครื่องประดับ เป็นต้น การหยิบยืมมีความหมายว่าไม่มีการหลุด
หนี้ นี่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรจะรู้ และถ้าคู่สมรสไหนเคยทำอย่างนั้น ก็ให้กลับไป
หาพ่อแม่ของเรา ไปกราบท่านแล้วบอกกับท่านว่าในตอนที่เราได้แต่งงานมีเรือน
 หาก ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเคยทำความทุกข์ใจอะไรๆไว้กับพ่อกับแม่มา เราขออโหสิกรรมจากท่านทั้งสองคน นี่จึงจะไม่ผิดศีลข้อที่ 3

ขยะอิเล็คทรอนิกส์ ( e-waste)



ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-wasteคือขยะที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ประกอบด้วย พีซี จอมอนิเตอร์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งมีส่วนผสมของโลหะมีพิษชนิดต่างๆ อยู่ในตัว อาทิ สารตะกั่ว สารปรอท และแคดเมียม รวมทั้งสารเคมีอีกสารพัดชนิด และจะ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรงทันที หากมีโอกาสเข้าไปปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เมื่อมีการนำขยะเหล่านี้ มาทิ้งบนพื้นดิน อันตรายจากสารพิษที่ได้จากการเผา หรืออันตรายจากการนำพีซีมาแยกชิ้นส่วนด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง
ขยะดังกล่าวไม่อาจสูญสลายไปตามธรรมชาติได้ และถูกจัดว่าเป็น “ขยะพิษ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ มี ดังนี้

1. ตะกั่ว (Lead)
เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ฉาบจอแก้ว พิษของตะกั่วจะทำลายระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ ไต ระบบเลือด และการพัฒนาสมองของเด็ก พิษเรื้อรังของตะกั่ว จะค่อยๆ แสดงอาการออกมา ภายหลังจากได้รับสารตะกั่วทีละน้อยเข้าสู่ของเหลวในร่างกาย และค่อยๆสะสมในร่างกาย

2. หลอดรังสีแคโทด (Cathode Ray Tube : CRT)
หลอดภาพเครื่องรับโทรทัศน์ และจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ ยังใช้ตะกั่วในการบัดกรีส่วนประส่วนประกอบอิเล็กโทรนิคส์ต่างๆ บนแผงวงจรไฟฟ้า

3. แคดเมียม (Cadmium)

พบในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วัสดุกึ่งตัวนำ (Semiconductors) อุปกรณ์ตรวจจับอินฟราเรด (Infrared Detectors) หลอดภาพรุ่นเก่า เป็นต้น แคดเมียมเป็นสารที่มีพิษอย่างเฉียบพลัน ต่อทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง ไตวาย ไตถูกทำลาย มีโปรตีน ในปัสสาวะ ร่างกายขับกรดอะมิโน กลูโคส แคลเซียม และฟอสเฟตในปัสสาวะมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นนิ่วในปัสสาวะได้ โรคปวดกระดูก โรค อิไต-อิไต ปวดสะโพก (Hip Pain) ปวดแขน ขา (Extremity Pain) มีวงแหวนแคดเมียม (Yellow Ring) ปวดกระดูก (Bone Pain) ปวดข้อ (Joint Pain) มีความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีลักษณะเตี้ย หลังค่อม
4. ปรอท (Mercury)
ถูกใช้ในชิ้นส่วนไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น เทอร์โมสตัท (Thermostat) รีเลย์ แบตเตอรี่ สวิตช์ขนาดเล็กบนแผงวงจรอุปกรณ์ตรวจวัด (Measuring Equipment) ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ของแขน ขา การพูด และยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น

5. โบรมีน (Bromine)

โบรมีน เป็นสารก่อมะเร็ง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี และรูปทรงของกล้ามเนื้อหัวใจ สามประกอบโบรมีน ใช้เป็นตัวหน่วงการลุกติดไฟ (Brominated Flame Retardants, BFRs) ของตัวตู้คอมพิวเตอร์ และแผงวงจร หมึกพิมพ์ เป็นสารก่อมะเร็ง และสารประกอบฟอสเฟตที่ใช้เคลือบภายนอกหลอดภาพ CRT มีความเป็นพิษสูงเพราะมีส่วนผสมของ แคดเมียม สังกะสี และวานาเดียม เป็นต้น

6. คลอรีน (Chlorine)
คลอรีนปรากฏอยู่ในพลาสติก พีวีซี ซึ่งก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งไดออกซิน เมื่อพลาสติกถูกเผา สารเคมีชนิดนี้มีผลต่อระบบหายใจ ระคายจมูก และทำให้เคลือบฟันผุ

ยูเอ็น ประมาณว่า ในอีกไม่นาน ขยะอิเล็กทรอนิกส์โลกจะมีไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตัน ปัญหานี้ จะยิ่งเลวร้ายลงอีก หากไม่ใส่ใจแก้ไขอย่างจริงจัง ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ จะทวีความรุนแรง ไม่เพียงก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงเป็นที่มาให้ยูเอ็น ริเริ่มโครงการบรรเทาปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Solving the E-Waste Problem:StEP) เพื่อรณรงค์ การลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ภายใจ้ความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีบริษัทด้านไอที หลักๆ ที่เข้าร่วมเช่น ไมโครซอฟท์ อีริคสัน ฮิวเลตต์ – เเพคการ์ด (HP) และเดลล์ เพื่อสร้างมาตรฐานการรีไซเคิลอุปกรณ์ ให้เป็นมาตรฐานโลก และขยายอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานขึ้น