วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แคลเซียม"อาหารวัยทอง"



แคลเซียม เป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวนำกระแสประสาท ควบคุมการหดและคลายของกล้ามเนื้อ ควบคุมการแข็งตัวของโลหิต ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกอ่อนและโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหรือที่เรียกว่าวัยทอง
ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการต่อวันประมาณ 800-1,200 มิลลิกรัม อยู่กับอายุและเพศ ตามปกติผู้หญิงจะต้องการแคลเซียมมากกว่าผู้ชาย สตรีวัยรุ่นต้องการแคลเซียมเพื่อทำให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันกระดูกพรุน เมื่อมีอายุมากขึ้นสตรีวัยหมดประจำเดือน ต้องการแคลเซียมเพื่อช่วยหยุดยั้งการพัฒนาของโรคกระดูกพรุน

แคลเซียมได้จากอาหารที่บริโภคประจำวัน อาหารที่มีแคลเซียมมากได้แก่ นม ผัก ผลไม้ อาหารทะเล ปลาเล็กปลาน้อย ถั่วเมล็ดแห้ง ฯลฯ ซึ่งควรจะเลือกรับประทานหมุนเวียนกันไปเพื่อให้ได้สารอาหารหลายๆ ชนิดควบคู่กันไปด้วย

การเสริมสร้างแคลเซียมให้ร่างกาย
1.รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง โดยควรเน้นแคลเซียมจากผัก ผลไม้และปลา มากกว่าแคลเซียมจากนม เนย ไข่ กุ้ง ปู หอย เพราะอาหารเหล่านี้จะมีไขมันชนิดคอเลสเตอรอลสูง
2.ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้กระดูกหนาขึ้น
3.ระวังการรับประทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เช่น แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท ฯลฯ เพราะอาหารเหล่านี้มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ตามปกติฟอสฟอรัส จะไปรวมกับแคลเซียมเมื่อขับถ่ายฟอสฟอรัสจึงดึงแคลเซียมจากร่างกายออกไปด้วย

เรื่องของ "ทุเรียน"


ลองอ่านกันดู...
ถ้ากินตามเทคนิคของปู่ย่าตายาย ที่ตกทอดกันมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาล่ะก็รับรองผอมแน่ครับ! นั่นคือให้กินทุเรียนแบบถือว่าเป็นยาถ่ายพยาธิ ไม่ใช่กินเอาอร่อยอย่าที่เรากินๆ กัน ตื่นนอนให้เช้าๆ หน่อย สักประมาณตี 5 (เป็นเวลาที่ธาตุของเราเริ่มทำงาน) หลังจากแปรงฟันล้างหน้าแล้วก็ทานทุเรียนได้เลย จะเลือกพันธุ์ไหนก็ได้ตามรสนิยม ให้ทานได้ประมาณครึ่งลูกคนอ้วนจะทาน ได้มากกว่านี้นิดหน่อย หลังจากทานแล้วดื่มน้ำอุ่นๆ ตามลงไปด้วยหลังจากทานทุเรียนแล้ว ควรงดอาหารเช้าของวันนั้น ทานติดต่อกัน 2 วัน เส้นใยและความร้อนจากสารกำมะถันในทุเรียนจะไปชะ ล้างพยาธิและสิ่งสกปรกต่างๆ ในลำไส้ออกมาจนหมด ทำให้คุณผอมลง ร่างกายแข็งแรงสดชื่นด้วย ทุเรียนมีดีรอบด้าน ถึงกินแล้วจะร้อนในไปหน่อย แต่ความดีอย่างอื่นของทุเรียนก็ยังมี แถมมีตั่งแต่ต้นจรดรากซะด้วยสิ!…เนื้อ: เนื้อทุเรียนมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ร้อน แต่ความร้อนนี้ล่ะจะช่วยแก้โรคผิวหนังได้ ทำให้ฝีหนองแห้งเร็ว และมีฤทธิ์ขับพยาธิได้ด้วย เปลือก: ถ้าเอาเปลือกแหลมๆ ไปสับแช่ในน้ำปูนใส แล้วเอามาล้างแผลพุพอง แผลน้ำเหลืองเสีย แผลจะหายเร็ว หรือถ้าหากมีเด็กในบ้านเป็นคางทูม คนสมัยก่อนเขาก็จะเอาเปลือกทุเรียน ไปเผาแล้วบดเป็นผง เอมาผสมกับน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว แล้วเอามาพอกที่คาง คางทูมก็จะยุบใบทุเรียน: เอาใบทุเรียนไปต้มกับน้ำแล้วเอาน้ำนั้นมาอาบ ความร้อนจะช่วย ให้หายไข้และโรคดีซ่านได้ราก: ตัดเป็นข้อๆ ใส่หม้อต้มให้เดือด นำมาดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วงได้ดี แต่ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรัก งามแล้วละก็ คุณอาจจะไม่เคยคิดเลยว่า ทุเรียนจะสามารถทำให้คุณสวยได้ ….

วิธีการไม่ยากเลยเพียงแค่….นำเนื้อทุเรียนสุกพอห่ามๆ ไม่ต้องสุกมาก มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สักกำมือหนึ่ง ปั่นรวมกับดินสอพอง 1/4 ช้อนโต๊ะ จนเป็นเนื้อข้นๆ ทาไปเลยทั่วผิว เว้นรอบดวงตาและปาก หรือบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออก ธาตุกำมะถันในทุเรียนจะทำให้สิวแห้ง เร็วขึ้น

พลิกมุมคิด ชีวิตเปลี่ยน


ความจริงของชีวิตคือทุกข์ ชีวิตของเราทุกคนกำลังเดินทางอยู่ท่ามกลางทุกข์โทษภัยนานาชนิด ภัยธรรมชาติอุบัติเหตุ ไฟไหม้ โจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ

กล่าว ได้ว่าชีวิตของคนเราโดยทั่วไปแล้วก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่น่าปรารถนา มากดดัน บีบบังคับชีวิตของเรามากมาย หมายถึง โลกธรรมแปดฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ชีวิตคือทุกข์ ความจริงของชีวิตคือทุกข์หมายความว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ความเศร้าโศกร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์

สมมติว่า เรากำลังอิจฉาใครคนใดคนหนึ่งอยู่เป็นอย่างมาก เพราะเห็นเขามีแต่สุขสมหวัง หรือนึกๆ ดูว่าในโลกนี้มีชีวิตใครที่น่าอิจฉาบ้าง

แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าใครจะน่าอิจฉาขนาดไหนก็ตาม เขาเหล่านั้นต่างก็กำลังยืนอยู่ท่ามกลางภัยอันตรายในวัฏสงสารเหมือนๆ กันทุกคน

เราทุกคนในโลกนี้ต่างอยู่ท่ามกลางโทษภัยอันตรายที่น่ากลัว ในวัฏสงสารกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปคิดน้อยใจอะไร ไม่ต้องไปคิดอิจฉาใคร ไม่ต้องรู้สึกว่า เรามีปมด้อย

ไม่ว่าเราจะเกิด มาในตระกูลดี มีฐานะร่ำรวยขนาดไหน พ่อแม่พี่น้องทุ่มเทความรักความเมตตาให้เรามากแค่ไหน ไม่ว่าเราจะมีกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญามากเพียงไรก็ตาม ชีวิตทุกชีวิตย่อมต้องมีอุปสรรคที่ทำให้เราต้องเจ็บกาย เจ็บใจอยู่ไม่มากก็น้อย

พระพุทธเจ้า จึงสอนให้เราต้องสร้างกำลังใจให้หนักแน่น ให้พร้อม ถ้าเราประมาท ชีวิตก็จะพังทลายได้ง่ายๆ

อย่างที่เราก็มองเห็น ตัวอย่างอยู่บ่อยๆ เมื่อผิดหวังในชีวิตแล้วก็ทำใจไม่ได้ ทุกข์ทรมานใจจนถึงกับฆ่าตัวตายก็มี

ถ้าเรา เปิดตาเปิดใจกว้างแล้ว เราก็จะเห็นว่าโลกนี้มีคำสอนดีๆ ที่มีคุณค่ามากมาย

เราสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ชีวิตคนอื่น คำสอนต่างๆ จากนักปราชญ์ นักบุญ ครูบาอาจารย์ มีมาตั้งแต่โบราณกาล มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก จากฮีบรู อาหรับ จีน ทิเบต อินเดีย ฯลฯ

คำสอนต่างๆ มีความเป็นสากลที่เราสามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต เมื่อเกิดทุกข์ มีปัญหาชีวิต กุญแจหรือเคล็ดลับที่จะไขปัญหาก็มีอยู่เสมอ

เมื่อมี ทุกข์เปรียบเหมือนเราตกลงจากที่สูง แต่ถ้ามีปัญญาแล้วก็เหมือนกับว่าเรามีลวดสปริงติดอยู่ที่เท้า พร้อมที่จะกระโดดหนีขึ้นมาได้ทันที

เมื่อตกลงไปข้างล่างพาตัวเองก้าว พ้นจากอุปสรรค พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าได้เสมอ

หากมีปัญญาแล้ว ไม่ว่าจะมีทุกข์ มีวิกฤตในชีวิต ก็สามารถหาทางออกได้ในทุกสถานการณ์

ความสุข ๒ ชั้น



โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง.แต่โลก ก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
โดย
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
***อาตมา อ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย
เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำ ทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน
ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยม ที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมาก มาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะ ว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ

อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่ง มาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า' ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ' ( แล้วไป)อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)
ดัง นั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จง ดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็ จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็ จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อเพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน !
ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผล ตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม




ทำไม สัตว์โลกถึงเป็นไปตามกรรม?
บทสัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
กรรม คืออะไร

ความหมายจริงๆ ของกรรมคือ การกระทำ การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า วิบาก กฎแห่งกรรมคือกฎที่สรุปได้สั้นๆ ว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว มีพุทธพจน์ว่า หว่านพืชอย่างใด ย่อมได้ผลอย่างนั้น ถ้าปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ปลูกลำไยย่อมได้ลำไย มีคนถามว่า ทำไมทำบุญเยอะแยะถึงสอบตก นั่นเป็นเพราะเหตุกับผลมันไม่สัมพันธ์กัน การสอบได้หรือไม่ได้มันไม่เกี่ยวกับการทำบุญในความหมายของการใส่บาตร ถวายสังฆทาน มันขึ้นกับว่าคุณลงแรงด้วยการขยันเรียนหรือเปล่า บางคนบอกว่า ทำไมขันรถไปทำบุญทอดผ้าป่าถึงประสบอุบัติเหตุ ก็ต้องถามว่า ตอนขับรถไปคุณประมาท กินเหล้าหรือเปล่า กฎแห่งกรรมอธิบายแบบนี้ แต่คนมักจะมองแบบไม่สัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล

เรามักจะคุ้นกันว่ากฎแห่งกรรม หมายถึง ชาตินี้เป็นอย่างนี้ เพราะชาติที่แล้วทำแบบนี้ เป็นความเชื่อที่ถูกต้องไหม

พระพุทธเจ้าเคย ตรัสว่า ลัทธิหรือความเชื่อนอกพระพุทธศาสนามีอยู่ 3 อย่าง หนึ่ง คือความเชื่อว่าสุขทุกข์ของเราทุกวันนี้ เกิดขึ้นโดยการดลบันดาลของพระเจ้า สอง คือความเชื่อว่าสุขทุกข์ของเราตอนนี้เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ นี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า สาม คือความเชื่อว่าที่เราเป็นอยู่วันนี้ไม่มีเหตุ ไม่มีผล เป็นความบังเอิญ ก็ไม่ใช่พุทธศาสนาเช่นกัน

คนมันไม่เข้าใจข้อสอง ไปเข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนว่า ที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ พุทธศาสนาไม่ได้สอนเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า กฎแห่งกรรมเป็นแค่หนึ่งกฎเท่านั้นในหลายกฎที่มีผลต่อเรา เช่น พีชนิยามซึ่งว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต อุตุนิยามว่าด้วยภูมิอากาศ ถ้าเราไม่สบาย อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องกรรม แต่เพราะเราไปอยู่ในถิ่นที่มีโรคระบาด นี่คือพีชนิยาม หรือเหงื่อออกก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับกรรม อาจเป็นเพราะอากาศมันร้อน นี่คืออุตุนิยาม ถ้าเหงื่อออกเพราะความกลัว ก็เป็นจิตนิยาม กฎแห่งกรรมเป็นเพียงหนึ่งในคำอธิบายมากมาย ดังนั้นอะไรที่เกิดกับเราก็อย่าไปเหมาว่าเป็นเพราะกรรม แต่เรามักจะมองง่ายๆ หรือเหมาคลุมว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมหมด แล้วก็ตีความต่อไปว่าเป็นกรรมในชาติที่แล้ว ถ้าเป็นกรรมเมื่อวานหรือเมื่อ 10 ปีก่อนยังพอสาวหาเหตุได้ แต่พอยกให้เป็นเรื่องกรรมในชาติปางก่อน ก็เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว

พระพุทธองค์ไม่เคยพูดเรื่องกฎแห่ง กรรมเพื่อให้เราไปสนใจกับเรื่องราวในอดีต ตรงกันข้าม ท่านพูดเพื่อไม่ให้เราเป็นทาสของอดีต ไม่ให้นั่งงอมืองอเท้าเพราะคิดว่าอดีตทำมาอย่างนั้น ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว นั่นไม่ใช่สาระของกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมในพุทธศาสนาเน้นให้เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยพึ่งความเพียรของตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ ให้เชื่อว่าการกระทำของเราย่อมส่งผล ถ้าคุณคิดว่าการกระทำของคุณไม่ส่งผล คุณก็ไม่เพียรพยายาม

ถ้าอย่างนั้น ประโยคที่ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ยังเป็นจริงอยู่ไหม
กรรมเป็นตัวกำหนดชีวิต จิตใจ และการกระทำของเรามากที่สุด ไม่ใช่สิ่งภายนอก พูดอีกอย่างก็คือ คนเราจะดีจะชั่วอยู่ที่กรรมหรือการกระทำ จะสุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่การกระทำ ถ้าคุณวางจิตวางใจเป็น คุณเป็นมะเร็งก็ยังมีความสุขได้ เหมือนอย่างคนญี่ปุ่นหนึ่งเขียนหนังสือเรื่อง "ไม่ครบห้า" เพราะแกไม่มีขา ไม่มีแขน มีแต่ตัวกับหัว อายุ 40 กว่า เขาเขียนตอนหนึ่งว่า ผมเกิดมาพิการ แต่ก็มีความสุขและสนุกทุกวัน เขาบอกว่าพิการเพราะกรรมในอดีตชาติ ไม่เป็นไร จะพิการเพราะกรรมหรือไม่ใช่กรรมก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเกิดมาพิการแล้ว เขาสามารถทำใจให้มีความสุขและสนุกทุกวันได้ การวางใจถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่ง เรียกว่า มโนกรรม สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมมีความหมายอย่างนี้ เป็นกรรมในปัจจุบันด้วย ไม่ใช่กรรมในอดีต เพราะกรรมในอดีตมันมีนัยยะคล้ายๆ พรหมลิขิต ซึ่งห่างไกลพุทธศาสนามาก

ชาติที่แล้วคุณทำอะไรมาก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ปัจจุบันชาติ สิ่งที่คุณมีอยู่ตอนนี้จะมาจากไหนก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มีอยู่ เหมือนคุณจั่วไพ่ ไม่สำคัญว่าคุณได้ไพ่อะไรมา สิ่งสำคัญคือคุณจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก คุณจะเอาสิ่งที่คุณมีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรนั่นคือประเด็นที่สำคัญ เปรียบเหมือนแม่ครัว 2 คน คนหนึ่งมีเครื่องปรุงทุกอย่างในครัว อีกคนในครัวไม่ค่อยมีอะไรเลย ทำไมแม่ครัวคนหลังถึงทำอาหารได้อร่อยกว่า มันอยู่ที่ฝีมือ อยู่ที่ความใส่ใจขณะปรุง นี่คือเรื่องของกรรมโดยตรง กฎแห่งกรรมไม่ได้เน้นว่าการที่คุณมีของในครัวน้อยเป็นเพราะชาติที่แล้ว แต่เน้นว่าคุณจะนำของที่มีอยู่ไม่กี่อย่างนั้นมาทำให้อร่อยได้อย่างไร แต่คนยุคนี้กลับสนใจว่าทำอย่างไรฉันถึงจะมีของในครัวครบทุกอย่าง แต่ไม่สนใจที่ฝึกปรือวิชาทำครัว หรือพยายามทำครัวให้ดีที่สุดไม่ว่าจะมีของมากหรือน้อยก็ตาม การที่คุณหมั่นฝึกปรือวิชาทำครัว ใส่ใจทำอาหารได้ดี ให้อร่อย แม้จะมีเครื่องปรุงแค่ไม่กี่อย่าง เป็นเรื่องของกรรม

ทำไมเวลาสอนกันเรื่องทำบุญ ละบาป เราถึงเน้นว่า ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ หรือชาติหน้าเกิดมาจะได้สาบายล่ะ

ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากความเชื่อแบบชาวบ้าน ซึ่งโยงไปถึงประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย คือคัมภีร์ ไตรภูมิพระร่วง ที่พระเจ้าลิไทแต่งสมัยสุโขทัย เป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาไทยมาตลอดช่วงเวลา 700 ปี จิตรกรรมฝาผนังของวัดทุกวัดที่เป็นเรื่องนรกสวรรค์ เป็นอิทธิพลจาก ไตรภูมิพระร่วง ไตรภูมิพระร่วงทำให้ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์แพร่หลายจนดูเหมือนพุทธศาสนา สอนแต่เรื่องนี้

อีกเหตุผลคือ เราต้องการหาคำอธิบายสำเร็จรูปที่ตอบคำถามได้ในทุกเรื่อง มนุษย์เรามีคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่เสมอ ทำให้วิทยาศาสตร์เคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง แต่บางครั้งคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ซับซ้อนเกินกว่าชาวบ้านจะเข้าใจได้ ความคิดเรื่องอดีตชาติหรือการเกิดใหม่สามารถอธิบายได้ง่ายกว่าว่า ทำไมเราถึงเกิดมารวยจนไม่เหมือนกัน อายุยาวอายุสั้นไม่เท่ากัน เรื่องกรรมในอดีตชาติอธิบายเรื่อง แบบนี้ได้ทำให้คนยอมรับชะตากรรมหรือสภาพที่เป็นอยู่ได้ แต่ที่สอนกันนั้นฉายฉวยมาก เป็นสูตรสำเร็จเกินไป

บุญต่างจากบาปอย่างไร

บุญ มีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งคือการทำดี เช่น ทำดีทางกาย วาจา ใจ ด้วยการรักษาศีล อีกความหมายคือ ความเย็นใจ ความสุข ความสงบใจ เป็นผลมาจากการทำความดี แต่ถ้าพูดให้เคร่งครัด บุญแปลว่าเครื่องชำระใจ คือชำระใจจากกิเลส จากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อชำระใจได้ จิตใจย่อมเป็นสุข ใจที่เป็นบุญคือใจที่เป็นสุข ความสุขเป็นผลจากการทำความดี นี่เป็นสิ่งซึ่งพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นสากล ถ้าคุณทำบุญหรือทำความดี ย่อมได้รับความสุขเหมือนกันในทุกที่ทุกเวลา บาปก็หมายถึงการกระทำที่ไม่ดี ทำให้เกิดทุกข์ เป็นจริงในทุกที่ทุกเวลาเหมือนกัน เช่น คุณไปฆ่าคน คนอื่นก็ทุกข์ คุณก็ทุกข์ ต้องคอยหลบหนี ไม่มีความสุข แต่ถ้าคุณเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจคุณก็สบาย คนอื่นก็มีความสุข

สังคมยุคนี้ซับซ้อนขึ้น ความหมายของบุญและบาปเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนไหม
ความ หมายที่แท้จริงไม่เปลี่ยน แต่พฤติกรรมของคนอาจจะเปลี่ยนคือความซับซ้อนขึ้น อย่างการคดโกง คอร์รัปชัน เป็นอกุศล จัดว่าเป็นบาปเหมือนกัน โรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ก็เป็นบาป เป็นการผิดศีลในความหมายของการเบียดเบียนผู้อื่น ศีลหมายถึงการไม่เบียดเบียน ศีลห้าเป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำที่จะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างเป็นสุข แม้ว่าไม่ผิดศีล 5 แต่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ก็เรียกว่าผิดศีล การต่อยกันหรือรับน้องโหด ดูเหมือนจะไม่ผิดศีล 5 เพราะไม่ได้ฆ่า แต่ก็ถือว่าผิดศีลเพราะถือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น

ถ้าจะให้นิยาม บุญ คือ การทำประโยชน์เกื้อกูลทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น อันนำไปสู่ความสุขที่เที่ยงแท้และยั่งยืน การดูหนังฟังเพลงก็เป็นความสุข แต่ไม่เที่ยงแท้ และไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น จึงเป็นบุญไม่ได้ บาปก็ตรงกันข้าม เป็นการทำลายประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ซึ่งขัดขวางการเข้าถึงความสุขที่เที่ยงแท้และยั่งยืน สาเหตุที่ต้องเน้นเรื่องประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เพราะการเอาเปรียบบางอย่าง เราได้ประโยชน์เข้าตัวก็จริงแต่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น หรือมองดีๆ นอกจากไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นแล้ว ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ด้วยเป็นการก่อบาปให้กับตัวเอง

บุญที่เราได้มาอยู่ที่ไหน
อยู่ ที่ใจของเรา ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย มันเป็นกฎธรรมชาติ เมื่อเราช่วยคนตาบอดข้ามถนน มีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม คุณก็จะมีความสุข เหมือนกับเรากินข้าวแล้วอิ่ม ไม่มีใครทำให้เราอิ่ม เราอิ่มเพราะมันเป็นกฎธรรมชาติ ถ้ากินอาหารที่ไม่เป็นโทษมันก็อิ่ม บุญนั้นถ้าทำแล้วเกิดผลทันทีคือที่ใจ แต่ก็ยังมีอานิสงส์บางอย่างที่ให้ผลในเวลาต่อมา เช่น เมื่อเราเอื้อเฟื้อใคร เขาก็ซาบซึ้งน้ำใจของเรา ทำให้เขาทำดีต่อเราหรือช่วยเหลือเราในเวลาต่อมา

การทำบุญเพราะอยากได้บุญเยอะๆ ตายชาติหน้าจะได้สบาย เป็นความคิดที่ถูกไหม

คิดแบบนี้ไม่ผิด เพราะอย่างน้อยก็ยังเป็นการทำความดีอยู่ แต่พระพุทธเจ้าเคยเตือนไว้ว่า การทำบุญให้ทานที่มีอานิสงส์น้อย คือการให้ทานด้วยใจที่มีเยื่อใย ด้วยจิตที่หวังสะสมบุญหรือหวังเสวยสุขในภพหน้า เป็นการทำด้วยจิตที่มีกิเลส ได้บุญเหมือนกัน แต่ได้น้อยกว่าการทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทน

ถ้าจะทำ บุญควรทำใจเป็นกุศล เช่น ทำด้วยใจที่ปรารถนาดีต่อผู้รับ อยากให้เขาได้รับความสุข พ้นจากทุกข์ ถวายเป็นสังฆทานแก่พระก็เพราะอยากอุปถัมภ์ท่านให้มีกำลังในการบำเพ็ญศาสนกิจ หรือต้องการส่งเสริมพุทธศาสนา การทำบุญแบบนี้นอกจากเกิดประโยชน์แก่ผู้รับแล้ว ยังช่วยลดกิเลสหรือลดความเห็นแก่ตัวได้ เพราะไม่ได้คิดถึงประโยชน์เข้าตัวเลย

ทำไมคนยุคนี้ถึงหวังว่าการทำบุญจะช่วยให้ร่ำรวม
มัน เป็นผลของยุควัตถุนิยม บริโภคนิยม คนสมัยก่อนเวลาใส่บาตร เขาไม่ได้อธิษฐานว่าขอให้รวย ขอให้มั่งมีศรีสุข อย่างคำอธิษฐานของคนอีสานเขาจะบอกว่า ข้าวคือดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระสงฆ์ จิตใจจำนง ตรงต่อพระนิพพาน ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้ถึงพระศรีอาริย์ ในอนาคตกาลเทอญ สังเกตว่าเรื่องรวย เรื่องถูกหวยไม่มีมีแต่นิพพาน ขอให้ได้เกิดในยุคพระศรีอาริย์ พ้นกิเลสพ้นอำนาจของมาร ท่านพุทธทาสบอกว่า สมัยที่ท่านเป็นเด็ก แม่ให้ไปเฝ้านา แม่จะให้คาถากันขโมยว่า นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน เวลาที่ทำไร่ไถนา คนสมัยก่อนไม่ได้คิดถึงตัวเอง เขาคิดถึงนก คิดถึงคนอื่น นี่คือบุญโดยตรงเลย เป็นบุญที่ไม่หวังประโยชน์อื่นเข้าตัว ที่หวังว่าทำบุญแล้วขอให้รวย เป็นค่านิยมที่เพิ่งเกิดขึ้นระยะหลังนี่เอง โดยไม่มีใครตั้งคำถามว่า รวยแล้วมีความสุขหรือเปล่า

การทำบุญเพราะหวังรวย ถือเป็นความคิดที่ผิดไหม
ไม่ผิดหรอก แต่อาจจะขาดปัญญา เพราะไม่คิดว่ารวยแล้วจะมีความสุข ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่ใจ ถ้าฉลาดเราสามารถทำบุญให้ดีกว่านี้ได้ การทำบุญเพราะหวังรวยไม่ได้ช่วยให้เราปล่อยวาง จุดหมายสูงสุดของการทำบุญคือ การช่วยลดละความยึดติดถือมั่น ช่วยลดละกิเลส จนหมดความเห็นแก่ตัว การทำบุญในศาสนาพุทธมีอยู่ 3 ระดับ คือ ทาน ศีล ภาวนา ทำไมต้องเริ่มที่ทานก่อน เพราะการสละสิ่งของของเราให้ผู้อื่นนั้นง่ายกว่าอย่างอื่น เพราะมันเป็นของนอกกาย ศีลเป็นเรื่องของการสละความเห็นแก่ตัว ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อเราคิดถึงหัวจิตหัวใจของผู้อื่น เราก็ไม่อยากเบียดเบียนใคร แถมอยากจะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเขา ส่วนภาวนาเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด คือ การสละความยึดติดถือมันในตัวตน ไม่ว่าจะเป็นตัวตนที่ดีหรือไม่ดีก็ต้องสละ การทำดีในพุทธศาสนาในที่สุดแล้วก็คือ การลดละขัดเกลากิเลส ลดละความเห็นแก่ตัว ละวางความยึดติดถือมั่นในตัวตน ถ้าเราทำบุญให้ทานแล้ว เรายังอยากได้ อยากมีเยอะๆ มันก็ไม่ผิดนะ แต่ทำให้เราไม่สามารถละวางความยึดติดถือมั่นในตนได้ กลับทำให้เรายึดติดถือมั่นมากขึ้น

ตราบใดที่ยังมีความยึดติดอยู่ เราก็ยังทุกข์ แม้ว่าทำบุญแล้วจะรวยสมปรารถนา แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามีความสุข พุทธศาสนาบอกว่า ความร่ำรวย ชื่อเสียง อำนาจ ไม่ได้เป็นหลักประกันแห่งความสุขเลย คุณจะมีความสุขที่แท้จริงก็ต่อเมื่อปล่อยวางความยึดติดถือมั่น ไม่ยึด ไม่อยาก หรือแบกอะไรต่ออะไรไว้ในใจ

การทำบุญช่วยลบล้างบาปที่เคยทำได้ไหม

ไม่ได้ เปรียบเหมือนการหยดหมึกลงไปในแก้วน้ำ น้ำย่อมดำ เราไม่มีทางที่จะทำให้หยดหมึกนั้นหายไปได้ แต่เราสามารถทำให้มันเจือจางได้ด้วยการเติมน้ำสะอาดเข้าไปเยอะๆแล้วถ้า เปลี่ยนจากแก้วเป็นกะละมังแล้วเติมน้ำลงไปอีก มันก็จะยิ่งจาง หมึกยังอยู่ที่นั่นครบถ้วน แต่จางไปแล้ว

เราสามารถมีความสุขโดยไม่ทำบาป แต่ก็ไม่ทำบุญได้ไหม
ยากนะ เพราะแค่จิตที่คิดเห็นแก่ตัว คิดมุ่งร้ายผู้อื่น ก็เป็นบาปแล้ว ในชีวิตคนเรามีโอกาสทำบาปมากกว่าทำบุญ และถ้าไม่ทำบุญด้วยแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมีความสุขที่แท้จริงได้ อาจได้แค่ความสุขทางกาย แต่ไม่มีความสุขทางใจ จนกว่าจะได้ทำความดีหรือทำบุญ การทำดีหรือทำบุญเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจและทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า ถ้าคุณไม่ทำดีเลย ชีวิตคุณก็จะถอยหลัง เพราะอดไม่ได้ที่จะต้องทำบาปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เหมือนกับนก ถ้าอยากลอยอยู่บนฟ้าก็ต้องกระพือปีกบิน ถ้าหยุดกระพือปีกเมื่อไหร่ก็ต้องตกลงดิน คนเราถ้าไม่ทำความดีเลย ก็ยากที่จะมีอะไรมาขัดเกลากิเลสความเห็นแก่ตัวให้บรรเทาเบาบางลงได้ และหากกิเลสไม่เบาบาง ก็ต้องเจอความทุกข์ไม่หยุดหย่อน

บุญ บาป มันจะตามเราไปชาติหน้าไหม

พุทธศาสนาเชื่อว่าเมื่อเราตายไป เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่ตายไปยังภพหน้า รวมทั้งผลบุญและวิบากอันเป็นผลของกรรม การให้ผลของกรรมนั้นมีความหลากหลาย บางอย่างให้ผลทันที บางอย่างให้ผลในปัจจุบันชาติ บางอย่างให้ผลในภพหน้าหรือภพถัดๆไป

เราจะแน่ใจได้อย่างไรครับว่า ชาติหน้ามีจริง

การที่เราจำชาติที่แล้วไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าชาติที่แล้วไม่มี การมีหรือไม่มี ไม่ได้ขึ้นกับความรับรู้หรือความจำของเรา แต่จะว่าไปแล้วพุทธศาสนาไม่อยากเสียเวลาถกเถียงเรื่องชาติหน้า แต่ขอให้ทำความดีเป็นสำคัญ พระพุทธเจ้าแนะให้เราพิจารณาอย่างนี้ว่า ถ้าเราทำความดี หากชาติหน้ามีจริง เราก็จะได้รับความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า แต่ถ้าไม่มีชาติหน้า ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รับความสุขในชาตินี้ ความดีที่ทำ ไม่มีวันสูญเปล่า ในทางตรงข้ามถ้าเราไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง เราเลยใช้ชีวิตอย่างเสเพล เอาเปรียบคนอื่น ชาตินี้เราก็ต้องอยู่อย่างมีความทุกข์ และถ้าเกิดชาติหน้ามีจริงจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรับกรรมหรืออาจถึงกับตกนรกเลยก็ได้ สรุปก็คือ ถ้าไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริงแล้วทำชั่ว ก็จะเสียประโยชน์ทั้งชาตินี้และชาติหน้าด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคุณควรจะเชื่อว่ามีชาติหน้าไหม ลองไตร่ตรองดูว่าถ้าเชื่อแล้วมีประโยชน์ ก็ควรเชื่อ ถ้ามีก็เชื่อ ไม่มีก็ไม่ต้องเชื่อ แต่ที่สำคัญก็คือต้องหมั่นละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์

จริงๆ แล้วอาตมาไม่ค่อยสนใจว่าควรเชื่ออะไรดี แต่สนใจว่าเชื่ออย่างไรมากกว่าถ้าเชื่อผีสางนางไม้แล้วไม่กล้าทำลายธรรมชาติ อาตมาว่าดี แต่ถ้าเชื่อวิทยาศาสตร์แล้วใช้ชีวิตแบบเสพสุข ไม่กลัวบาป ไม่เชื่อบุญ แล้วเอาเปรียบคนอื่น อาตมาว่าอันตราย ถ้าเป็นแบบนี้เชื่อผีสางนางไม้ดีกว่า นรกสวรรค์ก็เหมือนกัน ไม่ต้องเชื่อก็ได้ถ้ายังทำความดีอยู่ ไม่เชื่อนรกสวรรค์แต่ทำความดี อาตมาว่าดีกว่าเชื่อว่ามีนรกสวรรค์ แต่ไม่สนใจทำความดี

ลูกทุกข์...แม่ทุกข์กว่า ลูกเจ็บ...แม่เจ็บกว่า



หลายปีมาแล้ว เช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ตั้งแต่เช้ามืด สองแม่ลูกจูงมือกัน เพื่อแม่จะไปส่งลูกน้อยขึ้นเรือไปโรงเรียน ที่โป๊ะเทียบเรือท่าน้ำศิริราช คนเบียดเสียดกันแน่น แม่กับลูกน้อยเบียดคนลงไปในโป๊ะ เพราะดีกว่าเปียกฝนที่เริ่มลงเม็ดหนาตา พอเห็นเรือที่ขาดช่วงไปนานกำลังจะเข้าเทียบท่า คนก็ยิ่งลงมาบนโป๊ะ หลายคนตะโกนบอกให้คนถอยกลับไป เพราะโป๊ะจะรับน้ำหนักไม่ไหว

ก่อนที่ใครจะรู้ตัว โป๊ะใหญ่ทรุดตัวลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางคลื่นลมแรง ทุกคนตะเกียกตะกายว่ายน้ำหนีมาขึ้นฝั่ง แม่ของเด็กน้อยถูกลากขึ้นมา เธอร้องตะโกน"ช่วย ลูกฉันด้วย ช่วยลูกฉันด้วย ลูกฉันว่ายน้ำไม่เป็น" ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง ทุกคนพยายามเอาชีวิตรอด ไม่มีใครทันสังเกตเห็นหัวเล็กๆ ที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางแม่น้ำ

ก่อนที่ใครจะทันรู้ตัว แม่คนนั้นกระโดดลงไปในแม่น้ำ ตะเกียกตะกายไปคว้าลูกน้อยไว้ ก่อนที่คลื่นจะซัดสองแม่ลูกไกลออกไปจากฝั่ง
เธอว่ายน้ำไม่เป็น ภาพสุดท้ายที่ทุกคนเห็นคือ แม่กอดลูกแนบไว้กับอก ก่อนจะค่อยๆ จมหายไป

แม่ว่ายน้ำไม่ เป็น แต่เธอก็เอาชีวิตโอบอุ้มลูกรักไว้ จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ใน ชีวิตคนคนหนึ่ง จะมีใครสักกี่คน ที่ยอมแลกชีวิตเขาเพื่อเราได้

แม่ของเราอาจจะไม่ได้กระโดด น้ำลงไปช่วยเรา แต่ทุกครั้งที่เราจมลงไปทะเลทุกข์ แม่กระโดดลงไปอุ้มเราแนบไว้กับหัวใจแม่ตลอดเวลา

ลูก ทุกข์...แม่ทุกข์กว่า ลูกเจ็บ...แม่เจ็บกว่า

เบื้องหลังความสำเร็จ การฝ่าฟันจนพ้นวิกฤติของคนมากมาย มีมือเล็กๆ ของแม่อยู่เบื้องหลัง

ถ้าวันนี้...ถามดิฉันว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการผ่าน วิกฤตการณ์สำคัญทุกครั้งในชีวิต ตอบได้เลยทันทีว่า คือการมีครอบครัวอันเป็นที่รัก และรักเราอย่างที่สุด โดยไม่มีเงื่อนไข จนเราอัศจรรย์ใจว่าทำไมคนๆ หนึ่งถึงรักและถูกรักได้มากขนาดนี้

ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ดิฉันฟังว่า แม่เลิกกับพ่อทิ้งเธอไว้ในโรงเรียนประจำ ไม่มีใครเคยไปหาเธอ จนเธอต้องทำตัวเองให้แย่ที่สุด อย่างน้อยทุกครั้งที่ถูกโรงเรียนไล่ออก ก็ยังได้เจอหน้าพ่อหรือแม่บ้าง

ครั้งหนึ่งที่เธอไปเข้าหลักสูตรอบรมจิต ใจของเธอกรีดร้องว่า ทำไม ทำไมแม่ถึงทำเลวร้ายกับหนูแบบนี้ เธอเห็นภาพแม่น้ำตานองหน้า บอกเธอว่า เพราะแม่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะดีที่สุดกับลูก

แม่ของเราหลายคน มีเราตั้งแต่แม่ยังอายุไม่ถึง 25 เราไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือส่วนตัวว่าแม่ควรพูดกับเราอย่างไร เวลาที่แม่เองก็เหนื่อย ท้อ หวาดกลัว มีปัญหาของตัวเอง

เรา คาดหวังว่าพ่อแม่จะต้องรู้ ว่าจะพูดกับเราปฏิบัติกับเราอย่างไร ด้วยการกระทำคำพูดในเวลาที่เหมาะเจาะที่สุด

เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรามีลูกของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเพียงแค่มีคนรัก เราจะรู้เลยว่า มันไม่ง่ายเลยที่ใครสักคนจะเลือกทำ เลือกพูดได้อย่างเหมาะเจาะ เหมาะเวลา เหมาะใจอีกฝ่าย

แล้วทำไมเราถึงคาดหวังจากพ่อแม่ มากมายขนาดนั้น 

ผู้หญิงอีกคนเล่าว่า เธอไม่โชคดีเหมือนคนอื่น เธอมีแม่ที่โลภ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เอาเปรียบ

แต่ เชื่อเถอะ ไม่ว่าวันนี้จะดูเลวร้ายสักแค่ ไหน หลายๆ ขณะในชีวิตที่คุณเติบโตมาถึงวันนี้ ผู้หญิงโลภและเห็นแก่ตัวคนนั้น ได้เสียสละหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเพื่อคุณ จนคุณเติบโต มีอะไรบางอย่างพอที่คุณคิดว่าเธออยากจะได้ และเอาเปรียบในสิ่งที่คุณมี

ถ้าคุณคิดว่าแม่โลภ เห็นแก่ตัว เอาเปรียบ หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วตัวคุณเอง...เป็นอย่างไร

ในความจริงของชีวิต ที่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นของว่างเปล่า ทุกอย่างชั่วคราว มีขึ้นแล้วหายไปเหมือนฟองอากาศในน้ำ ไม่มีอะไรเป็นสาระที่แท้จริง ยังมีความรักของพ่อแม่ที่เป็นแก่น เป็นราก เป็นของจริงในชีวิตเราตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย เป็นความมหัศจรรย์ที่เที่ยงแท้ ไม่ว่าเราจะมีสิ่งที่ไม่น่ารักมากสักแค่ไหน พ่อแม่ก็รักเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

รู้อย่าง นี้แล้ว อย่ายอมให้ชีวิตตัวเองจมลงไปในปัญหา อุปสรรค ความทุกข์ ความสัมพันธ์ ความทรงจำ ความเจ็บช้ำ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาชีวิตจิตใจ

รู้ทันความ รู้สึกนึกคิด จนไม่ว่าอะไรก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกรู้ ใจจะเข้มเข็ง มั่นคง ตั้งมั่น ประคับประคองชีวิตตัวเอง

ดูแลพ่อแม่ได้ สมกับที่ท่านให้ชีวิตเรา

♣ 30 เรื่องจริงของเด็กไทยที่เรียนเมืองนอก ♣


1.มักจะมีคำถามเสมอ ว่าทำไมไม่เรียนเมืองไทย เด็กไทยที่เรียนนอกก็จะอ้างเหตุผลนั้นนี่ไปเรื่อย แต่หลายๆคนคิดว่า "เบื่อ" แต่น้อยคนที่จะกล้าพูด ฮ่าๆๆๆ
2. มักจะรับวัฒนธรรมของประเทศที่ตัวเองไปอยู่โดยบางคนไม่รู้ตัว

3. และเมื่อกลับมาไทยจะโดนคนอื่นมองว่าก้าวร้าวบ้าง แต่ก็ไม่หวั่นเพราะคิดว่าไม่ผิด

4. หลายคนที่ไปอยู่หลายปีมักจะมีมุมมองที่ต่างจากเด็กไทยที่เรียนเมืองไทย

5. เช่น การเถียงครูเป็นเรื่องไม่ผิด (ตามประเทศทางตะวันตก และ อเมริกา) เพราะทางประเทศพวกนั้นเขาสอนให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่ อ่า อ๊าา เดี๋ยวก่อน ต้องเถียงอย่างมีเหตุผลและใช้ภาษาอย่างสุภาพนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าลุกขึ้นมาด่า ช็อตๆๆ

6. สำหรับเด็กไทยที่ไปโตประเทศนั้นมาตั้งแต่เด็กจริงๆ จะพูด,อ่าน,เขียน ภาษาไทยไม่ชัด แต่ภาษาฟังน่าจะโอเค (อันนี้แล้วแต่ว่าที่บ้านเลี้ยงมายังไงด้วยนะครับ)

7.จะชอบเปรียบเทียบ ระหว่างเมืองไทย เมืองนอกเสมอ

8. พวกที่ไปตอนโตแล้วซักนิดนึงก่อนไปอาจจะมีปัญหาเรื่องนั่นเรื่องนี่ แต่พออยู่ไปนานๆแล้วก็เพลินกับชีวิตซะสุดๆ

9.เราจะพูด อ่าน เขียน ฟัง ภาษาของประเทศที่ไปอยู่ได้อย่างรวดเร็วมาก

10.แต่ทั้งนี้ก็มี กรณียกเว้นเด็กบางคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ภาษาก็อาจจะช้านิดนึง แต่ยังไงก็ต้องได้ศัพท์ในการเอาตัวรอด
11.แม้รู้ว่าการอยู่ เมืองนอกไม่ควรจับกลุ่มอยู่แต่กับคนไทยเท่านั้น แต่พอมีเพื่อนเป็นคนไทยก็อดไม่ได้ที่จะอยู่ด้วยกันและคุยภาษาไทยกันต่อ ฮ่าๆ

12.เมื่อแรกอยู่ อาจจะไม่ค่อยเคยชินกับวัฒนธรรมนั้นๆตอนแรกเจอ แต่เมื่ออยู่ไปซักพักกลับมามองตัวเอง อ้าวเราติดนิสัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เหอะๆ !

13.ก็มีคนไทยส่วน หนึ่งดัดจริต แกล้งดัดจริต ทำไมออกสำเนียงไม่ชัดบ้าง กลับไทยมาทำท่าไม่ชินบ้าง (ในขณะที่บางคนอยู่ไทยมากว่า 20 ปี อยู่นอกแค่เทอมเดียว) กลับมากลายเป็นไม่ชินซะแล้ว โอ้ ช่างสุดยอดจริงๆ
 ปล. ข้อนี้ไม่แนะนำให้เอาตัวอย่างนะครับ
14.แต่ในขณะที่คนไทย ที่อยู่เมืองนอกนานแล้วซักพักจะทำตัวปกติในรูปแบบที่เป็นตัวเอง น้อยคนที่จะดัดจริต (เพราะชิน)

15.ไม่ว่าคนไทยไปอยู่ ประเทศอะไร พูดภาษาอะไร แต่สำเนียงก็ไทยอยู่ (80 % ) ยกเว้นคนที่มีความทางสามารถทางภาษา หรือ ลิ้นอ่อน หรือ อยู่ตั้งแต่เด็กๆเลยจริงๆ

16. จากข้อข้างต้นที่กล่าวมาทำให้เวลาพูดคนไทยจะเดาได้ว่าคนนี้เป็นคนชาติเดียว กัน

17.คนไทยหลายคนเวลา ไม่พอใจกับต่างชาติแต่ไม่อยากมีเรื่อง มักจะใช้ภาษาไทยนินทาต่อหน้า (ฮ่าๆๆๆ) เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ฟังไม่ออกอยู่แล้วนี่

18.แต่เดี๋ยวก่อน ก็ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะเมืองนอกก็มีคนเรียนภาษาไทย หรือ มีคนไทยที่เราดูไม่ออกว่าเป็นคนไทย มันเคยมีกรณีเกิดขึ้นมาแล้วนะ พูดภาษาไทยออกไปแล้วเขาฟังออก (หลังจากนั้นคิดเอาเอง.....)

19. เด็กไทยเรียนนอกชอบบ่นเรื่องอากาศ พอหนาว(ก็หนาวเกิน) พอร้อน ก็บ่นอีก(ทั้งๆบางทีลืมไปแล้วเหรอครับ ว่าไทยร้อนกว่า) ฮ่าๆๆๆ

20.วิชาคณิตศาสตร์ สามารถเชิดหน้าชูตาเด็กไทยได้เป็นอย่างมาก บางคนเรียนคณิตศาสตร์ในไทยได้เกรด 2.5 ไปเรียนเมืองนอกกลายเป็น Whiz kid ซะอย่างนั้น
21.เวลาเจอคนไทยที่ นั่นจะรู้สึกอ๋อ นี่คนบ้านเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ทักกันหรอก แต่ก็มีบ้างที่ทัก

22.สำหรับคนเรียนนานา ชาติที่เมืองนอกจะรู้สึกสนุกสนานที่ได้เจอเพื่อนต่างชาติต่างวัฒนธรรม แต่บางวัฒนธรรมเราจะรับไม่ได้

23.ชอบสอนการทักทาย พร้อมการไหว้ให้เพื่อนต่างชาติได้ดู และเขาก็ทำตามก็รู้สึกภูมิใจ

24.ในกรณี home sick เคยเกิดขึ้นแล้วกับเด็กไทยทุกคน บางคนมาก บางคนน้อย

25.พอได้ยินเพลงไทย เปิดตามถนน หรือในห้าง เราก็จะรู้สึกโอ้ ภูมิใจ !

26. หากเด็กไทยกลุ่มไหนอยู่กับชาติที่ตรงต่อเวลา ก็จะติดนิสัยตรงต่อเวลา และเมื่อกลับมาไทยก็จะรู้สึกไม่ชอบเวลาเจอคนไม่ตรงต่อเวลา (เป็นข้อดี)

27. เด็กไทยหลายคนช่วยเหลือตัวเองได้จากการไปอยู่เมืองนอก

28. เด็กไทยที่ไปอยู่เมืองนอกถูกปลูกฝังความกล้าคิด กล้าแสดงออก โดยมิต้องเกรงกลัวใครหากไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

29. เด็กไทยที่ไปอยู่เมืองนอกจำนวนมากกล้าที่จะแสดงความคิดตอบโต้กับผู้ใหญ่ ซึ่งมิได้เป็นการก้าวร้าวในทัศนคติของเขา (ซึ่งผู้ใหญ่ควรเปิดมุมกว้างพอที่จะรับมุมของเด็กกลุ่มนี้ได้)

30. เด็กไทยที่ยังพูด เขียน ภาษาไทยได้ดี นับเป็นความสามารถพิเศษในเมืองนอกกันเลยดีเดียว รวมถึงเพื่อนต่างชาติจะรู้สึก Oh! It's amazing! เพราะภาษาเรามีความงดงามอยู่ไม่น้อย