วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

♣ 30 เรื่องจริงของเด็กไทยที่เรียนเมืองนอก ♣


1.มักจะมีคำถามเสมอ ว่าทำไมไม่เรียนเมืองไทย เด็กไทยที่เรียนนอกก็จะอ้างเหตุผลนั้นนี่ไปเรื่อย แต่หลายๆคนคิดว่า "เบื่อ" แต่น้อยคนที่จะกล้าพูด ฮ่าๆๆๆ
2. มักจะรับวัฒนธรรมของประเทศที่ตัวเองไปอยู่โดยบางคนไม่รู้ตัว

3. และเมื่อกลับมาไทยจะโดนคนอื่นมองว่าก้าวร้าวบ้าง แต่ก็ไม่หวั่นเพราะคิดว่าไม่ผิด

4. หลายคนที่ไปอยู่หลายปีมักจะมีมุมมองที่ต่างจากเด็กไทยที่เรียนเมืองไทย

5. เช่น การเถียงครูเป็นเรื่องไม่ผิด (ตามประเทศทางตะวันตก และ อเมริกา) เพราะทางประเทศพวกนั้นเขาสอนให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่ อ่า อ๊าา เดี๋ยวก่อน ต้องเถียงอย่างมีเหตุผลและใช้ภาษาอย่างสุภาพนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าลุกขึ้นมาด่า ช็อตๆๆ

6. สำหรับเด็กไทยที่ไปโตประเทศนั้นมาตั้งแต่เด็กจริงๆ จะพูด,อ่าน,เขียน ภาษาไทยไม่ชัด แต่ภาษาฟังน่าจะโอเค (อันนี้แล้วแต่ว่าที่บ้านเลี้ยงมายังไงด้วยนะครับ)

7.จะชอบเปรียบเทียบ ระหว่างเมืองไทย เมืองนอกเสมอ

8. พวกที่ไปตอนโตแล้วซักนิดนึงก่อนไปอาจจะมีปัญหาเรื่องนั่นเรื่องนี่ แต่พออยู่ไปนานๆแล้วก็เพลินกับชีวิตซะสุดๆ

9.เราจะพูด อ่าน เขียน ฟัง ภาษาของประเทศที่ไปอยู่ได้อย่างรวดเร็วมาก

10.แต่ทั้งนี้ก็มี กรณียกเว้นเด็กบางคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ภาษาก็อาจจะช้านิดนึง แต่ยังไงก็ต้องได้ศัพท์ในการเอาตัวรอด
11.แม้รู้ว่าการอยู่ เมืองนอกไม่ควรจับกลุ่มอยู่แต่กับคนไทยเท่านั้น แต่พอมีเพื่อนเป็นคนไทยก็อดไม่ได้ที่จะอยู่ด้วยกันและคุยภาษาไทยกันต่อ ฮ่าๆ

12.เมื่อแรกอยู่ อาจจะไม่ค่อยเคยชินกับวัฒนธรรมนั้นๆตอนแรกเจอ แต่เมื่ออยู่ไปซักพักกลับมามองตัวเอง อ้าวเราติดนิสัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เหอะๆ !

13.ก็มีคนไทยส่วน หนึ่งดัดจริต แกล้งดัดจริต ทำไมออกสำเนียงไม่ชัดบ้าง กลับไทยมาทำท่าไม่ชินบ้าง (ในขณะที่บางคนอยู่ไทยมากว่า 20 ปี อยู่นอกแค่เทอมเดียว) กลับมากลายเป็นไม่ชินซะแล้ว โอ้ ช่างสุดยอดจริงๆ
 ปล. ข้อนี้ไม่แนะนำให้เอาตัวอย่างนะครับ
14.แต่ในขณะที่คนไทย ที่อยู่เมืองนอกนานแล้วซักพักจะทำตัวปกติในรูปแบบที่เป็นตัวเอง น้อยคนที่จะดัดจริต (เพราะชิน)

15.ไม่ว่าคนไทยไปอยู่ ประเทศอะไร พูดภาษาอะไร แต่สำเนียงก็ไทยอยู่ (80 % ) ยกเว้นคนที่มีความทางสามารถทางภาษา หรือ ลิ้นอ่อน หรือ อยู่ตั้งแต่เด็กๆเลยจริงๆ

16. จากข้อข้างต้นที่กล่าวมาทำให้เวลาพูดคนไทยจะเดาได้ว่าคนนี้เป็นคนชาติเดียว กัน

17.คนไทยหลายคนเวลา ไม่พอใจกับต่างชาติแต่ไม่อยากมีเรื่อง มักจะใช้ภาษาไทยนินทาต่อหน้า (ฮ่าๆๆๆ) เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ฟังไม่ออกอยู่แล้วนี่

18.แต่เดี๋ยวก่อน ก็ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะเมืองนอกก็มีคนเรียนภาษาไทย หรือ มีคนไทยที่เราดูไม่ออกว่าเป็นคนไทย มันเคยมีกรณีเกิดขึ้นมาแล้วนะ พูดภาษาไทยออกไปแล้วเขาฟังออก (หลังจากนั้นคิดเอาเอง.....)

19. เด็กไทยเรียนนอกชอบบ่นเรื่องอากาศ พอหนาว(ก็หนาวเกิน) พอร้อน ก็บ่นอีก(ทั้งๆบางทีลืมไปแล้วเหรอครับ ว่าไทยร้อนกว่า) ฮ่าๆๆๆ

20.วิชาคณิตศาสตร์ สามารถเชิดหน้าชูตาเด็กไทยได้เป็นอย่างมาก บางคนเรียนคณิตศาสตร์ในไทยได้เกรด 2.5 ไปเรียนเมืองนอกกลายเป็น Whiz kid ซะอย่างนั้น
21.เวลาเจอคนไทยที่ นั่นจะรู้สึกอ๋อ นี่คนบ้านเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ทักกันหรอก แต่ก็มีบ้างที่ทัก

22.สำหรับคนเรียนนานา ชาติที่เมืองนอกจะรู้สึกสนุกสนานที่ได้เจอเพื่อนต่างชาติต่างวัฒนธรรม แต่บางวัฒนธรรมเราจะรับไม่ได้

23.ชอบสอนการทักทาย พร้อมการไหว้ให้เพื่อนต่างชาติได้ดู และเขาก็ทำตามก็รู้สึกภูมิใจ

24.ในกรณี home sick เคยเกิดขึ้นแล้วกับเด็กไทยทุกคน บางคนมาก บางคนน้อย

25.พอได้ยินเพลงไทย เปิดตามถนน หรือในห้าง เราก็จะรู้สึกโอ้ ภูมิใจ !

26. หากเด็กไทยกลุ่มไหนอยู่กับชาติที่ตรงต่อเวลา ก็จะติดนิสัยตรงต่อเวลา และเมื่อกลับมาไทยก็จะรู้สึกไม่ชอบเวลาเจอคนไม่ตรงต่อเวลา (เป็นข้อดี)

27. เด็กไทยหลายคนช่วยเหลือตัวเองได้จากการไปอยู่เมืองนอก

28. เด็กไทยที่ไปอยู่เมืองนอกถูกปลูกฝังความกล้าคิด กล้าแสดงออก โดยมิต้องเกรงกลัวใครหากไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

29. เด็กไทยที่ไปอยู่เมืองนอกจำนวนมากกล้าที่จะแสดงความคิดตอบโต้กับผู้ใหญ่ ซึ่งมิได้เป็นการก้าวร้าวในทัศนคติของเขา (ซึ่งผู้ใหญ่ควรเปิดมุมกว้างพอที่จะรับมุมของเด็กกลุ่มนี้ได้)

30. เด็กไทยที่ยังพูด เขียน ภาษาไทยได้ดี นับเป็นความสามารถพิเศษในเมืองนอกกันเลยดีเดียว รวมถึงเพื่อนต่างชาติจะรู้สึก Oh! It's amazing! เพราะภาษาเรามีความงดงามอยู่ไม่น้อย

"สนามหลวง" สมบัติของชาติ


ท้องสนามหลวง หรือ สนามหลวง เป็นสนามขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล กรุงเทพมหานคร
ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2398 รัชพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ดังปรากฏในประกาศว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า "ท้องสนามหลวง" ’”
ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เป็นต้นมา ได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น เป็นที่ตั้งพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯ ให้ทำนาที่สนามหลวง เพื่อแสดงให้ปรากฏแก่นานาประเทศว่า เมืองไทยบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นาไปจนใกล้ ๆ พระบรมมหาราชวัง และไทยเอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นกำลังของบ้านเมืองด้วย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พิธีพิรุณศาสตร์มีกำแพงแล้วล้อมรอบบริเวณ ข้างในสร้างหอพระพุทธรูปสำคัญเป็นที่ประดิษฐานพระสำหรับพิธี สำหรับการพิธีมีพลับพลาที่ทำการพระราชพิธี มีหอดักลมลงที่พลับพลาสำหรับทอดพระเนตรการทำนา ข้างพลับพลามีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง ด้านเหนือมีพลับพลาน้อยสร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรการทำนาในท้องทุ่ง นอกกำแพงแก้วยังมีฉางสำหรับใส่ข้าวที่ได้จากการปลูกข้าว
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหลวงจากเดิม และรื้อพลับพลาต่าง ๆ ที่สร้างในรัชกาลก่อน ๆ เพราะหมดความจำเป็นที่จะต้องทำนา และได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การฉลองพระนครครบ 100 ปี งานฉลองเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรปใน พ.ศ. 2440 ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ใช้เป็นสนามแข่งม้าและสนามกอล์ฟ
ในรัชกาลปัจจุบันมีการใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี พระราชพิธีกาญจนาภิเษก รวมทั้งงานพระเมรุมาศเจ้านายระดับสูง เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
สนามหลวงโบราณสถานสำคัญของชาติ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2520 มีเนื้อที่ 74 ไร่ 63ตารางวา

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

10 อันดับเมืองน่าอยู่ของเอเชีย


ผล สำรวจประจำปี เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 ของบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ อีซีเอ อินเตอร์เนชันแนล แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (ECA International’s Location Ratings Survey rates living standards) โดยวัดจากปัจจัยต่าง ๆ

รวมถึง โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน สภาพภูมิอากาศ คุณภาพอากาศ บริการด้านสาธารณสุข ที่พักอาศัย และความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ ในรอบปี ที่ผ่านมาสิงคโปร์ยังรั้งอันดับ 1 เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน จากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น อัตราการเกิดอาชญากรต่ำ การบริการสาธารณสุข การบริการและโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี

อันดับ 1 สิงคโปร์
อันดับ 2 เมืองโกเบของญี่ปุ่น
อันดับ 3 เมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น
อันดับ 4 กรุงโตเกียว เมืองหลวงญี่ปุ่น
อันดับ 5 เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน
อันดับ 6 กรุงไทเป เมืองหลวงไต้หวัน
อันดับ 7 เขตปกครองพิเศษมาเก๊าของจีน
อันดับ 8 กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงมาเลเซีย (ปีที่แล้วอันดับ 9)
อันดับ 9 กรุงเทพฯ (ปีที่แล้วอันดับ 8)
อันดับ 10 เมืองจอร์จทาวน์ บนเกาะปีนังของมาเลเซีย
อันดับ 11 นครเซี่ยงไฮ้ของจีน
อันดับ 12 กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้


สำหรับ การจัดอันดับในระดับโลกใน topten ได้แก่ สิงค์โปร์ โกเบ โยโกฮามา โตเกียว ซิดนีย์ เมลเบร์น โคเปนเฮเกน แคนเบอรร่า แวนคูเวอร์ และ เวลลิงตัน

ฮ่องกง อยู่ในอันดับที่11,ซานฟรานซิสโกอันดับที่16, วอชิงตันอันดับที่25, ลอนดอนอันดับที่ 41, โรมอันดับที่46 ส่วนกรุงเทพอยุ่ในอันดับที่ 63 จากสถานที่ในการสำรวจ 400 อันดับทั่วโลก

ข้อสังเกตคือ หลายเมืองที่ติดอันดับ เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าการลงทุน และบางเมืองยังเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ อาทิเช่น โรงกลั่นน้ำมันในสิงค์โปร์ โรงถลุงเหล็ก เขต Keihin ของเมืองโยโกฮาม่า และ เขตอุตสาหกรรมต่อเรือในเมือง โกเบ เป็นต้น

สุดยอด ผัก ผลไม้บำรุงสายตา


อาหารเพื่อบำรุงสมองนั้น เราทุกคนเคยทานและคุ้นเคยมากกว่าอาหารเพื่อบำรุงดวงตาหรือสายตา
อาหารเพื่อบำรุงดวงตาและสายตาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เราน่าจะลองมาทำความรู้จัก ผักและผลไม้เหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น และควรหามาบริโภคเป็นประจำ เราก็จะสามารถช่วยให้ดวงตาของเรานั้นมีสุขภาพที่ดีและมองดูสดใสอยู่ตลอดเวลา

ผลแอปริคอท
ผลแอปริคอทมันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้านั้น อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และช่วยในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก
ผักเคล หรือ กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม
เคล กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม ผักขม หัวผักกาดเขียวและบล็อคโครี่นั้น มีคุณประโยชน์ คือให้วิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาให้มีประกายที่สดใส มีเบต้าแคโรทีน และยังช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี และเส้นใยอาหารสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
ถั่วสีน้ำตาลแดงถั่วสีน้ำตาลแดง นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยสังกะสีที่ดีต่อสายตา อีกทั้งวิตามินเอก็เป็นส่วนช่วยปกป้องเยื่อชั้นในของลูกตาส้ม
วิตามินซีที่พบได้ในผักและผลไม้ เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มนั้นยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัด และนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย
ถั่วชนิดต่างๆ
อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวันและเฮเซิลนัต อุดมไปด้วยวิตามินอี และมีคุณประโยชน์มากมายในการช่วยป้องกันสายตา วิตามินอีเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ให้ผลในการป้องกันการทำลายของเซลล์ และยังช่วยในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ ที่อวัยวะต่างๆ เช่น เซลล์ของตา ตับ เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานและอายุการใช้งานของอวัยวะเหล่านี้นานขึ้น
ปลาแซลมอน
เนื้อปลาแซลมอนนั้นมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ที่สามารถช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของโรคตาและยังสามารถช่วยลดอากาตา แห้งได้อีกด้วย

โฮลเกรน ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี
โฮลเกรน คือ ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย นั้นมีเส้นใยอาหารสูง โดยเฉพาะข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง งา ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ที่อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม แร่ธาตุต่างๆ และใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ เสริมสร้างระบบประสาทและเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรงสมบูรณ์

จากงานวิจัยได้ค้นพบว่าการเกิดของโรคจอประสาทตาเสื่อมมาจากค่าดัชนีน้ำตาล ที่สูงอีกทั้ง Macular หรือจุดกลางรับภาพจอประสาทตานั้นเป็นส่วนที่ไวต่อการมองเห็นมากที่สุด ดังนั้นการบริโภคธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยให้การเกิดของโรคจอประสาทตาเสื่อมลดลงได้ถึง 8%




วิชาการ.คอม

♣ บทเรียนที่มีค่า ♣



1 . บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด

เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียน ในวิทยาลัยได้สองเดือน อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย

"สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อ ว่าอะไร?"

ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง เธอเป็นคนตัวสูง
ผมดำ และอายุกว่า 50

แต่ ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร?

ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า
คำถาม ข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่

"แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เมื่อเธอเข้าทำงาน เธอจะต้องพบกับคนมากมาย ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่

แม้ว่า พวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม"

ฉันไม่เคยลืมบท เรียนนั้นเลย และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี

2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน

คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สายอลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่ รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชก

เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่ง ผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขาและจดที่อยู่ของเขาไปด้วย

เจ็ด วันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา ด้วยความประหลาดใจ โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบมา ด้วย ใจความว่า:

"ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืน นั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล

3. บทเรียนสำคัญที่สาม – ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ

ใน สมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่ โต๊ะ เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า

"ไอ ศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?" "ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ

แล้ว เด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วก็นับเ หรียญในมือ "งั้น ไอศครีมเปล่า ๆ ล่ะครับราคาเท่าใหร่?" เด็กชายถามอีก

ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้น และพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน "สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ

เด็ก ชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง "ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป

เด็ก ชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะบนโต๊ะนั้น

มีเหรียญนิกเกิลราคา ห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่ อย่างบรรจง ข้างจานเปล่านั้น เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น

4. บทเรียนสำคัญที่สี่ – สิ่งที่กีดขวางทางของเรา

ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่
เพื่อ คอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป

พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆ นานา ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา

เมื่อเขาเดินมาถึงหิน ผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

เมื่อเขา หยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า

ทองในถุง นั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่เราจะดีขึ้นให้กับเรา

5. บทเรียนสำคัญที่ห้า – ให้เมื่อมีค่า

หลายปีมาแล้วเมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรง พยาบาลแห่งหนึ่ง ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็นโอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือ ต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ

ผู้ซึ่งรอดจากโรค ร้ายนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า

"ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้มของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ

"ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" ด้วยความเป็นเด็กเขาเข้าใจหมอผิดไป เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ

การสอนของพระพุทธเจ้า Essence


พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ในหลักคำสอนของเขาสอนต่อไปนี้
The Four Noble Truths: Four Noble Truths :
1. All things and experiences are marked by suffering/ disharmony/ frustration (dukkha) 1 . ทุกสิ่งและประสบการณ์มีการทำเครื่องหมายโดยทุกข์แตกแยก / / แห้ว (dukkha) 2. The arising of suffering/ disharmony/ frustration comes from desire/ craving/ clinging. 2 . เกิดการแตกแยกของความทุกข์ / / แห้วมาจากความต้องการความอยาก / ความยึดมั่นเสีย 3. To achieve the cessation/ end of suffering/ disharmony/ frustration, let go of desire/ craving/ clinging. 3 . เพื่อให้บรรลุถึงการเลิก / วางความทุกข์แตกแยก / แห้ว / ปล่อยต้องการความอยาก / ความยึดมั่นเสีย 4. The way to achieve that cessation of suffering/ disharmony/ frustration, is walking the Eightfold Path . 4 . แห้ววิธีการบรรลุที่เลิก / ทุกข์แตกแยก / เดิน Eightfold Path
The eightfold path to the cessation of suffering: เส้นทาง eightfold เพื่อหยุดการดับทุกข์ :
1. Right Understanding of the following facts: 1 . สิทธิการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
the truth about suffering ... ความจริงเกี่ยวกับทุกข์ ... (The Four Truths); (The Four Truths)
everything is impermanent and changes; ทุกอย่างเป็นอนิจจังและการเปลี่ยนแปลง
there is no separate individual self- this is an illusion. ไม่มีแยกแต่ละตัวนี้เป็นภาพลวงตา (We are one!) (เราเป็นหนึ่ง!)
2. Right Determination to: 2 . การกำหนดสิทธิ :
give up what is wrong and evil; ให้ได้สิ่งที่ผิดและชั่ว
undertake what is good; ประกอบสิ่งที่ดี
abandon thoughts that have to do with bringing suffering to any conscious being; cultivate thoughts that are of loving kindness, that are based on caring for others' suffering, and sympathetic joy in others' happiness. ละทิ้งความคิดที่จะทำอย่างไรกับนำความทุกข์ใด ๆ สติเป็นความคิดที่มีการเพาะปลูกน้ำใจรักที่จะขึ้นอยู่กับการดูแลความทุกข์ของผู้อื่นและมุทิตาในความสุขของผู้อื่น
3. Right Speech: 3 . Speech Right :
Abstain from telling lies. งดบอกอยู่
Abstain from talk that brings harm or discredit to others (such as backbiting or slander) or talk that creates hatred or disharmony between individuals and groups. งดพูดที่นำอันตรายหรือความไม่น่าเชื่ออื่น (เช่นการลอบกัดหรือใส่ร้าย) หรือพูดที่สร้างความเกลียดชังหรือการแตกแยกระหว่างบุคคลและกลุ่ม
Abstain from harsh, rude, impolite, malicious, or abusive language. งดรุนแรง, หยาบคายภาษาไม่สุภาพ, เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม,
Abstain from idle, useless, and foolish babble and gossip. งดว่างไร้ประโยชน์และพูดพล่ามโง่และซุบซิบ Abstain from recrimination and negative statements. งบงดออกเสียงและลบจากการกล่าวหากัน
Abstain from harsh speech—practice kindly speech. งดออกเสียงพูดจากการปฏิบัติรุนแรงคำพูดกรุณา
Abstain from frivolous speech—practice meaningful speech. งดการพูดเล่น ๆ คำพูดมีความหมาย
Abstain from slanderous speech—practice harmonious speech. งดการพูดใส่ร้าย - พูดสามัคคี
Speak the truth if it is useful and timely. พูดความจริงหากเป็นประโยชน์และทันเวลา Practice only necessary speech. ฝึกการพูดที่จำเป็นเท่านั้น Let your speech be filled with loving kindness. ให้คำพูดของคุณเต็มไปด้วยน้ำใจรัก Speak that which alleviates suffering. พูดในสิ่งที่ alleviates ทุกข์
4. Right Action: 4 . การกระทำ Right :
Peaceful, honorable conduct; abstain from dishonest dealings; take concrete steps necessary to foster what is good. สงบเกียรติดำเนิน; งดการติดต่อทุจริต; ใช้ขั้นตอนคอนกรีตจำเป็นต้องส่งเสริมสิ่งที่ดี
Do things that are moral, honest, and alleviate suffering. ทำสิ่งที่มีคุณธรรมซื่อสัตย์และบรรเทาทุกข์ Do not do things that will bring suffering to others or yourself. ไม่ทำสิ่งที่จะนำความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นหรือตัวเอง
5. Right Livelihood: 5 . ชีพ Right :
Abstain from making your living from an occupation that brings harm and suffering to humans or animals, or diminish their well being. งดการใช้ชีวิตของคุณจากอาชีพที่นำอันตรายและทุกข์ทรมานกับมนุษย์หรือสัตว์หรือลดดีเป็นของพวกเขา This includes: activities that directly harm conscious beings, and activities that indirectly harm sentient beings, eg, making weapons or poisons. นี้ประกอบด้วยกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อมวลโดยตรงสติและกิจกรรมที่ทางอันตรายเทพตื่นเต้นเช่นการทำอาวุธหรือยาพิษ
6. Right Effort: 6 . พยายาม Right :
Foster good and prevent evil; Foster ดีและป้องกันไม่ให้ชั่ว
Work on yourself—be engaged in appropriate self-improvement. งานที่ตัวเอง - มีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองที่เหมาะสม The essence of right effort is that everything must be done with a sense of proper balance that fits the situation. สาระสำคัญของความพยายามที่เหมาะสมคือทุกอย่างต้องทำด้วยความสมดุลที่เหมาะสมที่เหมาะกับสถานการณ์ Effort should be properly balanced between trying too hard and not trying hard enough. ความพยายามจะต้องสมดุลระหว่างพยายามหนักเกินไปและไม่ได้พยายามอย่างหนักพอ For example, strike the balance between excessive fasting and over-indulgence in food. ตัวอย่างเช่นสมดุลระหว่างอดอาหารมากเกินไปและหมกมุ่นเกินในอาหาร Trying hard to progress too rapidly gets poor results, as does not trying hard enough. พยายามอย่างหนักเพื่อความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเกินไปรับผลดีเป็นไม่ได้พยายามอย่างหนักพอ
7. Right Mindfulness or wakefulness: 7 . สติขวาหรือความตื่นตัว :
Foster right attention. ส่งเสริมความสนใจขวา
Avoid whatever clouds our mental awareness (eg, drugs). หลีกเลี่ยงสิ่งที่เมฆรู้จิตของเรา (เช่นยา)
Systematically and intentionally develop awareness. ระบบและตั้งใจพัฒนาความตระหนัก
8. Right Concentration: 8 . ความเข้มข้น Right :
Developed by practicing meditation and/or mental focusing. การพัฒนาโดยการฝึกสมาธิและ / หรือจิตมุ่งเน้น Proper meditation must be done continuously while awake, and should include work on awareness of body, emotions, thought, and mind objects. สมาธิที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างต่อเนื่องในขณะที่ตื่นตัวและควรจะทำงานในการรับรู้ของร่างกายอารมณ์ความคิดและวัตถุใจ
Five basic precepts: ศีลห้าพื้นฐาน
1. Abstain from killing living beings (from destroying/taking life)—or practice love . 1 . งดเว้นจากการฆ่าเทพอยู่ (จากการทำลาย / การชีวิต) หรือการปฏิบัติ - love 2. Abstain from taking the not-given (from stealing)—or practice generosity, practice giving . 2 . งดเว้นจากการที่ไม่ได้รับ (จากการขโมย) - ใจดีปฏิบัติหรือปฏิบัติให้ 3. Abstain from sexual misconduct—or practice contentment . 3 . งดออกเสียงจากความพึงพอใจการกระทำหรือการปฏิบัติ - ทางเพศ 4. Abstain from false speech (from lying)—or practice truthfulness . . งดออกเสียงจากเท็จ (จากการพูดโกหก) - ฝึกใจจริงหรือ 4 5. Abstain from taking intoxicating drinks—or practice awareness and mental clarity . 5 . งดเครื่องดื่มที่ทำให้มึนเมาการ - รู้ปฏิบัติหรือความชัดเจนและจิตใจ
Buddha said: พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
Do not believe in anything simply because you have heard it. ไม่เชื่อในสิ่งใดเพียงเพราะคุณเคยได้ยินมัน Do not believe in traditions because they have been handed down for many generations. ไม่เชื่อในประเพณีเพราะมีคนลงมาหลายชั่วคน Do not believe anything because it is spoken and rumored by many. ไม่เชื่ออะไรเพราะพูดและฉาวโดยมาก Do not believe in anything because it is written in your religious books. ไม่เชื่อในสิ่งใดเพราะเขียนในหนังสือศาสนาของคุณ Do not believe in anything merely on the authority of your teachers and elders. ไม่เชื่อในสิ่งใดเพียงในอำนาจของครูและผู้ใหญ่ของคุณ But after observation and analysis, when you find that anything agrees with reason and is conducive to the good and the benefit of one and all, then accept it and live up to it. แต่หลังจากการสังเกตและการวิเคราะห์เมื่อคุณพบสิ่งที่เห็นด้วยกับเหตุผลและเอื้อต่อดีและผลประโยชน์ของหนึ่งและจากนั้นยอมรับและอยู่ถึงมัน
The following prose, attributed to Buddha, is a poetic expression of the way he saw the world. ร้อยแก้วต่อไปนี้นำมาประกอบกับพระคือการแสดงออกทางบทกวีของเขาได้เห็นโลก
Buddha said: พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
I consider the positions of kings and rulers as that of dust motes. ฉันพิจารณาตำแหน่งของกษัตริย์และผู้ปกครองเป็นที่ของ motes ฝุ่น
I observe treasures of gold and gems as so many bricks and pebbles. ฉันสังเกตสมบัติทองและอัญมณีเป็นก้อนอิฐมากมายและกรวด
I look upon the finest silken robes as tattered rags. ฉันได้เห็นผ้าอ่อนนุ่มดีที่สุดเป็น rags พะรุงพะรัง
I see myriad worlds of the universe as small seeds of fruit, and the greatest lake in India as a drop of oil upon my foot. ฉันเห็นโลกมากมายของจักรวาลเป็นเมล็ดเล็ก ๆ ของผลไม้และทะเลสาบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดียที่ลดลงของน้ำมันเมื่อเท้าของฉัน
I perceive the teachings of the world as the illusions of magicians. ฉันรู้คำสอนของโลกเป็น Illusions ของนักมายากล
I discern the highest conception of emancipation as a golden brocade in a dream, and view the holy path of the illuminated ones as flowers appearing in one's eyes. ฉันมองเห็นความคิดสูงสุดของการเลิกทาสเป็นผ้าสีทองในความฝันและดูเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุที่สว่างเป็นดอกไม้ที่ปรากฏในตา
I see meditation as a pillar of a mountain, nirvana as a nightmare of daytime. เห็นสมาธิเป็นเสาหลักของภูเขา, นิพพานเป็นฝันร้ายของเวลากลางวัน
I look upon the judgments of right and wrong as the serpentine dance of a dragon, and the rise and fall of belief as traces left by the four seasons. ผมมองตามคำตัดสินของขวาและผิดเป็นเต้นรำคดเคี้ยวของมังกรและเพิ่มขึ้นและลดลงของความเชื่อเป็นร่องรอยซ้ายจากสี่ฤดูกาล

2 ชีวิต ... ที่ราคาไม่เท่ากัน



หนูตัวร้อน ... ไปโรงพยาบาลเถอะ หาหมอเฉพาะทาง แพงหน่อย แต่(น่าจะ)ดีกว่านะ
พ่อไข้ขึ้น ... พาราซี้ตายม่องในตู้ยาก็มี สัก 2-3 วันถ้าไม่ดีขึ้น หมอรักษาโรคทั่วไปปากซอยก็น่าจะเอาอยู่

หนู กลับบ้าน ... แท๊กซี่ดีกว่านะ จะได้ไม่เหนื่อย มีสมาธิทำการบ้าน (สมาธิยิ่งสั้นๆอยู่)
พ่อ กลับบ้าน ... ปั่นจักรยานนั่นแหละดีแล้ว ประหยัด ออกกำลังกายด้วย วันไหนฝนตกค่อยขึ้นรถเมล์

มีดบาดมืดหนู ... ไปรพ.เย็บแผลเถอะ เดี๋ยวเป็นแผลเป็น เป็นคีลอยด์ (เดี๋ยวไม่สวยไม่มีคนมาขอ ไม่หล่อไปขอใครไม่ได้)
มีดบาดมือพ่อ ... ทิงเจอร์ พลาสเตอร์ ในตู้ยาก็มี 2-3 วัน น่าจะหาย (พ่อคงไม่อัปลักษณ์ไปกว่านี้สักเท่าไรหรอก)

ปรับ พฤติกรรม คอร์สล่ะ 6000 ... อะน่า นิดหน่อยเอง จะได้ไม่มีปัญหาในการคบเพื่อน จะได้มีเพื่อนดีๆบ้างสักคนก็ยังดี ชีวิตหนูยังอีกไกล
e-commerce คอร์สล่ะ 1800 ... หนังสือมือสองจตุจักรเยอะแยะ เล่มล่ะ 250 เอง เดี๋ยวก็ตายแล้ว จะอยากรู้ไปทำไม

มีด บาดมือหนู ... ไปรพ.เถอะ จริงๆฉีดยากันบาดทะยักแล้วนะ แต่จำไม่ได้ว่าเมื่อไร ฉีดอีกคอร์สก็ดี เปลืองหน่อยแต่ชัวร์ กี่บาทพ่อก็จ่าย
สังกะสีบาดมือพ่อ ... ทิงเจอร์ไอโอดีนนี่แหละ ขององค์การเภสัชฯ ขวดล่ะ 25 บาท เชื้อโรคไหนๆก็ตายเรียบ

อีก 2-3 วัน นมใกล้หมดอายุ ... หนูอย่ากินเลยเดี๋ยวท้องเสีย กระป๋องไม่กี่ร้อย ช่างมัน ไม่คุ้มค่ายาหรอก
ก็ ไอ้กระป๋องเดียวกันนั่นแหละ ... พ่อกินเองดีกว่า เสียดายตังค์ ไม่น่าเป็นไรหรอก กว่านี้พ่อก็กินมาแล้ว ชิวๆ

เรียนว่ายน้ำชม.ล่ะ 100 ... เปลืองหน่อย แต่ดีกว่า จะได้แข็งแรงไม่เป็นภูมิแพ้ เผื่อฟลุ๊คมีแววจะได้เป็นฉลามน้อยทีมชาติ
ฟิต เนส discounted fee ถูกสุดๆ ... กลับไปสอนการบ้าน ให้หนูขี่หลังทุกเย็นดีกว่า ถ้าพุงมันจะย้วย นน.มันเกินนิดหน่อย ช่างมันเหอะ

หนูเป็นหวัด ... ยา original ดีกว่าเนอะ ชัวร์ (เขาว่า)ยา Generic ไว้ใจไม่ค่อยได้ เดี๋ยวมีผลข้างเคียง
พ่อเป็นหวัด ... ทุบหอมแดงวางข้างหมอน 2-3 คืน ถ้าไม่ดีขึ้น ยา Generic ก็โอเคแล้ว ผลข้างเคียงนิดหน่อย ไม่ถึงตายหรอก จิ๊บๆ

หนู ไอ ... ไปหาหมอ
พ่อไอ ... กินน้ำอุ่นๆ เดี๋ยวก็หาย 


"ผู้ชาย" คนนี้ไม่ใช่ นักบัญชี ไม่ใช่ นักเศรษฐศาสตร์ (ไม่ใช่แม้กระทั่ง วิศวกร)
"ผู้ชาย" คนนี้ก็แค่ "พ่อ" ธรรมดาๆคนนึงเท่านั้นแหละ
...
...
ถ้าทุก 1 วันที่ชีวิตพ่อสั้นลง แลกกับ 1 วันที่ชีวิตหนูดีขึ้น 
... จะกี่วันก็เอาไปเถอะลูกรัก พ่อ เต็มใจยกให้ 
ดวงตา คู่นี้ ... อาจจะทำให้พ่อเห็น ความงดงามของโลกต่อไปได้อีกหลายปี
... แต่ถ้ามันทำให้หนูมองเห็นได้อีกแม้เพียงวันเดียว
... (แม้คนที่หนูจะมอง ... อาจจะไม่ใช่พ่อ)
... เอามันไปเถอะลูกรัก ... พ่อเต็มใจยกให้ แก้วหูคู่นี้ ... อาจจะทำให้พ่อได้ยินความไพเราะของสายน้ำต่อไปได้อีกหลายปี
... แต่ถ้ามันทำให้หนูได้ยินได้อีกแม้เพียงวันเดียว
... (แม้วันเดียวนั้น ... หนูอาจจะไม่ฟังที่พ่อบอกว่าพ่อรักหนูแค่ไหน)
... เอามันไปเถอะลูกรัก ... พ่อเต็มใจยกให้
ขาคู่นี้ ... 
อาจจะพาพ่อไปได้อีกครึ่งโลกใบนี้ที่เหลือ
... แต่ถ้ามันทำให้หนูเดินได้อีกแม้เพียงก้าวเดียว
... (แม้มันอาจจะเป็นก้าวที่ทำให้หนูห่างจากพ่อไปอีก)
... เอามันไปเถอะลูกรัก ... พ่อเต็มใจยกให้
แขนคู่นี้ ... อาจ จะทำให้พ่อได้โอบกอดคนอีกมากมาย
... แต่ถ้ามันทำให้หนูได้โอบกอดคนที่หนูรักแม้เพียงครั้งเดียว
... (แม้ว่าคนที่หนูจะกอด ... อาจจะไม่ใช่พ่อ)
... เอามันไปเถอะลูกรัก ... พ่อเต็มใจยกให้
หัวใจดวงนี้ ... 
อาจจะทำให้พ่ออยู่ต่อไปได้ อีกหลายปี
... แต่ถ้ามันทำให้หนูอยู่ต่อได้อีกแม้เพียงวันเดียว
... (แม้ว่าหนูอาจจะไม่ใช้วันเดียวนั้นร่วมกันกับพ่อ)
... เอามันไปเถอะลูกรัก ... พ่อเต็มใจยกให้ ชีวิตนี้ที่เหลืออยู่ ... 
อาจจะทำให้พ่อทำอะไรได้อีกมากมาย
... แต่ถ้ามันใช้ต่อชีวิตหนูได้แม้เพียงวันเดียว
... (แม้หนูอาจจะใช้ชีวิตที่ต่อออกไปวันเดียวนั้นเพื่อคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อ)
... เอามันไปเถอะลูกรัก ... พ่อเต็มใจยกให้
... ... หนูจะรู้ไหมว่า หนู ทั้งสองเกิดมามีหัวใจสองดวงที่ "อายุหัวใจ" ไม่เท่ากัน ...
...

ที่สุดแล้ว ....
"ผู้ชาย" คนนี้ไม่ใช่ นักบัญชี ไม่ใช่ นักเศรษฐศาสตร์ (ไม่ใช่แม้กระทั่ง วิศวกร)"ผู้ชาย" คนนี้ก็แค่ "พ่อ" ธรรมดาๆคนนึงเท่านั้นแหละ